
Ferrari Roma: นวัตกรรมแห่งยุคใหม่ สู่ยนตรกรรมซูเปอร์คาร์ที่เหนือกว่า
ในโลกของรถยนต์สมรรถนะสูงที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม SUV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด Lamborghini, Aston Martin, Bentley และแบรนด์หรูอื่นๆ ต่างก็เร่งพัฒนายานยนต์ในพิกัดนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป Ferrari เองก็ไม่พลาดโอกาสนี้ ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตชั้นนำระดับโลก Ferrari ได้ทุ่มเททรัพยากรและเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อพัฒนายานยนต์รุ่นใหม่ ที่ไม่เพียงแต่จะเข้ามาเสริมทัพ แต่ยังจะเป็นการยกระดับนิยามของซูเปอร์คาร์ไปอีกขั้น
Ferrari Roma ไม่ใช่เพียงรถสปอร์ตคูเป้ทั่วไป แต่คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา สมรรถนะอันเร้าใจ และเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่สะท้อนถึง DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของม้าลำพองได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากการซุ่มพัฒนารถยนต์กลุ่ม SUV มาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด Ferrari ก็ได้เผยโฉม Ferrari Purosangue สปอร์ต SUV 4 ประตู 4 ที่นั่ง รุ่นแรกของแบรนด์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับ Ferrari และเป็นที่จับตาของตลาดรถยนต์ทั่วโลก
Ferrari Roma: เส้นสายที่เหนือกว่า สมรรถนะที่ไร้ขีดจำกัด
หลังจากที่ Ferrari ทุ่มเทกับการพัฒนายานยนต์ SUV มาอย่างยาวนาน จนเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดโลก การเปิดตัว Ferrari Purosangue ถือเป็นการตอบสนองต่อเทรนด์ดังกล่าวอย่างแท้จริง ด้วยการนำเสนอรถยนต์ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ที่ยังคงไว้ซึ่ง DNA แห่งสมรรถนะและความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari
Ferrari Purosangue: วิวัฒนาการแห่งความสมบูรณ์แบบ
Ferrari Purosangue ซึ่งในภาษาอิตาลีมีความหมายว่า “พันธุ์แท้” ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ Teatro del Silenzio ในเมืองลาญาติโค ใกล้เมืองปิซา เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ 75 ปีของม้าลำพอง ที่ไม่เคยมีรถยนต์ในรูปแบบนี้มาก่อน แต่ Ferrari ก็ได้เคยพัฒนารถยนต์แบบ 2+2 ที่นั่ง ที่มีเบาะหลังขนาดเล็ก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์ทางการตลาดมาโดยตลอด
นวัตกรรมการออกแบบที่แตกต่าง
Ferrari ระบุว่า การพัฒนารถ Purosangue สร้างเลย์เอาต์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับรถยนต์สไตล์ครอสโอเวอร์และ SUV ในปัจจุบัน โดยทั่วไป รถยนต์ GT สมัยใหม่มักวางเครื่องยนต์เยื้องไปด้านหน้าจนเกือบคร่อมเพลาหน้า พร้อมชุดเกียร์ที่ต่อตรงกับเครื่องยนต์ ซึ่งส่งผลต่อการกระจายน้ำหนักที่ไม่เหมาะสม ขาดไดนามิกและอรรถรสในการขับขี่ที่ลูกค้า Ferrari คุ้นเคย
แต่สำหรับ Purosangue นี้ Ferrari ได้พลิกแนวคิดด้วยการวางเครื่องยนต์ไว้กลางลำด้านหน้า แต่แยกชุดเกียร์ไปไว้ด้านหลัง เพื่อให้ได้เลย์เอาต์ระบบขับเคลื่อนแบบรถสปอร์ต หน่วยควบคุมการถ่ายทอดกำลัง (Power Transfer Unit – PTU) ถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าของเครื่องยนต์ ส่งผลให้รถมีอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า:หลัง ที่ 49:51 ซึ่งทีมวิศวกรแห่ง Maranello เห็นพ้องกันว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางลำด้านหน้า
หัวใจ V12 อันทรงพลัง
Purosangue มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ที่วางมุม 65 องศา แบบไม่มีระบบอัดอากาศ ระบบขับเคลื่อน ขนาด 6,496 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 725 แรงม้า ที่ 7,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 716 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ/นาที โดยมีรอบเครื่องยนต์สูงสุดที่ 8,250 รอบ/นาที ท่อไอดี การจุดระเบิด และไอเสีย ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ฝาสูบนำมาจากรุ่น 812 Competizione พร้อมการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงกลและการเผาไหม้ให้ดียิ่งขึ้น โดยปรับใช้แนวคิดจากรถแข่ง Formula 1
เสียงคำรามที่สะกดทุกโสตประสาท
เสียงเครื่องยนต์ของ Purosangue ได้รับการคิดค้นกระบวนการทำงานอย่างพิถีพิถัน ทั้งลำดับการเผาไหม้ ท่อร่วมไอเสียที่มีความยาวเท่ากันทั้งหมด เพื่อให้การประสานเสียงของกระบอกสูบทั้ง 12 ออกมาดีที่สุด ท่อร่วมอากาศแบบใหม่ พร้อมช่องรับอากาศที่ปรับปรุงใหม่ ให้เสียงโทนแหลมสูงร่วมกับเสียงย่านความถี่กลาง หม้อพักไอเสียแบบโปรเกรสซีฟทั้ง 2 ชุด สามารถสั่งการทำงานได้ผ่าน Manettino รองรับการขับขี่ทั้งในเมืองและแบบเพอร์ฟอร์มานซ์
สมรรถนะที่เหนือกว่าด้วยเกียร์ 8 สปีด F1 DCT
การส่งกำลังผ่านเกียร์ 8 สปีด F1 DCT แบบคลัตช์น้ำมันคู่ มีขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม ลดความสูงลง 15 มม. ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลงไปด้วย Ferrari ระบุว่าประสิทธิภาพของคลัตช์ชุดใหม่เพิ่มขึ้น 35% และรองรับแรงบิดระหว่างเปลี่ยนเกียร์ได้มากสุดถึง 1,200 นิวตันเมตร ชุดควบคุมแรงดันไฮดรอลิกเจเนอเรชั่นใหม่ช่วยให้เวลาในการปลดและจับคลัตช์เร็วขึ้น ส่งผลให้เวลารวมในการเปลี่ยนเกียร์ลดลงเมื่อเทียบกับเกียร์ DCT 7 สปีดรุ่นก่อน อัตราทดเกียร์ใหม่หมายถึงแต่ละเกียร์จะสั้นลงและต่อเนื่องมากขึ้น ขณะที่อัตราทดเกียร์สูงที่ยาวขึ้นจะช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเมื่อขับขี่ทางไกล การเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ (Downshift) ถูกปรับแต่งให้ทำงานได้นุ่มนวล
สมรรถนะในการขับขี่และอัตราเร่ง
ความเร็วสูงสุด: > 310 กม./ชม.
0-100 กม./ชม.: 3.3 วินาที
0-200 กม./ชม.: 10.6 วินาที
100-0 กม./ชม.: 32.8 เมตร
200-0 กม./ชม.: 129 เมตร
การออกแบบโครงสร้างเพื่อสมรรถนะสูงสุด
โครงสร้างตัวถังของ Purosangue ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่และหลักอากาศพลศาสตร์ Ferrari มุ่งเน้นไปที่ใต้ท้องรถและดิฟฟิวเซอร์หลังเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้หลักอากาศพลศาสตร์มากที่สุด ด้วยความเป็นรถที่มีใต้ท้องรถสูงกว่า Ferrari คันอื่นๆ ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา กันชนหน้าและซุ้มล้อทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยสร้างม่านอากาศขึ้นมาปิดล้อคู่หน้า ป้องกันไม่ให้เกิดลมหมุนย้อนกลับ
เทคโนโลยีระบบควบคุมไดนามิกส์ล้ำสมัย
Ferrari ยังได้ติดตั้งระบบควบคุมไดนามิกรุ่นล่าสุด รวมถึงระบบเลี้ยวอิสระ 4 ล้อ และระบบ ABS ‘evo’ พร้อม Chassis Dynamic Sensor แบบ 6 ทิศทาง และที่จัดเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลกคือ ระบบช่วงล่างแบบแอคทีฟ ซึ่งช่วยควบคุมการเอียงตัวของรถขณะเข้าโค้ง และทำให้หน้ายางยังคงติดพื้นขณะวิ่งบนผิวทางขรุขระ
โครงสร้างตัวถังและวัสดุคุณภาพสูง
แชสซีส์ของ Purosangue ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ช่วยลดน้ำหนัก และทีมออกแบบยังสามารถใส่ประตูหลังแบบบานพับอยู่ด้านหลัง (Welcome Doors) ทำให้การเข้า-ออกรถทำได้ง่ายขึ้น ภายในห้องโดยสาร ติดตั้งเบาะนั่งไฟฟ้าแบบทำความร้อนได้ทั้ง 4 ที่นั่ง และแน่นอนว่าพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยผลิตออกมา นอกจากนี้เบาะหลังยังสามารถพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่ใส่สัมภาระ
ความคุ้นเคยและความสบายในการขับขี่
การจัดวางตำแหน่งควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ยังคงเป็นแบบเดียวกับ Ferrari ทุกคัน ทำให้ลูกค้าคุ้นเคย แต่ที่เหนือกว่าคือ ตำแหน่งการนั่งที่ควบคุมได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ อุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาให้เช่น ชุดเครื่องเสียง Burmester และออปชั่นสุดพิเศษให้เลือกหลายอย่าง รวมถึงหนัง Alcantara แบบใหม่ ที่ผลิตจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลที่ได้รับการรับรอง
วิศวกรรมโครงสร้างแชสซีส์และตัวถัง
แชสซีส์ของ Purosangue ออกแบบขึ้นใหม่ โครงสร้างส่วนล่างเป็นอะลูมิเนียมอัลลอย พร้อมเพิ่มความต้านทานการบิดตัว 30% และค่าความแข็งของคาน 25% ชิ้นส่วนหลายชิ้นเป็นการผลิตแบบหล่อขึ้นรูปกลวง ทำให้ได้ความบางเป็นพิเศษ และยังใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มคุณภาพการประกอบให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น มีองค์ประกอบน้อยลง และลดแนวเชื่อมลง
ตัวถังมีส่วนประกอบของวัสดุหลายอย่าง ทั้งอะลูมิเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ และเหล็กความแข็งแกร่งสูงที่นำมาใช้ในบริเวณสำคัญๆ และประกบข้อต่อต่างๆ ด้วยกาวยึดโครงสร้าง ทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้ความแข็งแกร่ง และลดน้ำหนักรถลงไป
หลังคาเลือกใช้คาร์บอนไฟเบอร์แบบชิ้นเดียวพร้อมฉนวนป้องกันเสียงรบกวนในตัว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ มีน้ำหนักเบากว่าหลังคาอะลูมิเนียมที่มีฉนวนป้องกันเสียงถึง 20% ฝาท้ายผลิตขึ้นจากอะลูมิเนียมเป็นแบบเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า
หลักอากาศพลศาสตร์ที่ท้าทายและนวัตกรรม
สำหรับหลักอากาศพลศาสตร์ Ferrari กล่าวว่า ส่วนเว้าส่วนโค้งและข้อจำกัดที่แตกต่างกันมากของ Purosangue ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ จึงจำเป็นต้องคิดใหม่โดยสิ้นเชิงทั้งด้านทฤษฎีและการแก้ปัญหา เป้าหมายสูงสุดคือการลดแรงต้าน การใช้งานที่เฉพาะเจาะจง และความต้องการของตลาด ตลอดจนความจำเป็นในการลดความร้อนของเครื่องยนต์ V12
ในขั้นตอนการพัฒนา Ferrari ใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงไปกับอุโมงค์ลม และเครื่องจำลองเชิงคำนวณในการเคลื่อนไหวแบบพลศาสตร์อีกนับพันครั้ง จุดโฟกัสหลักคือส่วนกึ่งกลางของรถ ซึ่งจำเป็นต่อการออกแบบการไหลของอากาศ รวมถึงลดพื้นที่ผิวด้านหน้า ดังนั้น รูปร่างด้านหน้าจึงได้รับการออกแบบให้สร้างความต่อเนื่องไร้รอยต่อระหว่างพื้นที่ส่วนโค้งสูงสุดของฝากระโปรงหน้าและขอบบนของกระจกบังลมหน้าให้ได้มากที่สุด พื้นที่ด้านหลังของหลังคา กระจกหลัง และสปอยเลอร์ คือจุดที่ต้องทำงานกันหนักที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นฐานในการจัดการกับการแยกส่วนการไหลและสนามแรงดันของอากาศ
สปอยเลอร์หลังคาแบบลอยตัวช่วยปรับความโค้งของกระแสอากาศของพื้นที่บริเวณเหนือศีรษะของผู้โดยสาร สันบนขอบฝาท้ายซึ่งยกตัวสูงขึ้นเพียง 7 มม. จะส่งกระแสอากาศวนเพื่อสร้างแรงบีบอัดเล็กน้อยที่ส่วนท้ายของรถ
อีกส่วนที่มีความสำคัญเช่นกัน คือ กระแสอากาศจากล้อทั้งสี่ มีการใช้ทางออกด้านอากาศหลากหลายวิธีเพื่อแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงการผสานครีบระบายอากาศเข้าไปในแผงปิดซุ้มล้อแบบลอยตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
แต่ระบบที่ซับซ้อนที่สุดอยู่ที่ด้านหน้า ซึ่งทั้งกันชนและครีบทำงานประสานกันเพื่อสร้างม่านอากาศบริเวณล้อหน้า ป้องกันไม่ให้เกิดการปั่นป่วนของอากาศตามแนวขวาง
ด้านหลังของแผงปิดซุ้มล้อหน้า มีท่อเพิ่มเติมที่ทำโปรไฟล์ไว้เพื่อเพิ่มการดูดอากาศออกจากด้านในของล้อ และยังใช้วิธีเดียวกันนี้ที่ซุ้มล้อหลังร่วมกับช่องระบายอากาศที่ซุ้มล้ออีกด้วย นอกจากนี้ พื้นผิวด้านนอกของซุ้มล้อยังได้รับการปรับแต่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับจุดแยกการไหลของอากาศ ซึ่งจะไหลต่อไปตามด้านข้างของตัวรถและล้อต่างๆ อีกด้วย
มิติตัวถังและน้ำหนัก
ความยาว: 4,973 มม.
ความกว้าง: 2,028 มม.
ความสูง: 1,589 มม.
ความยาวฐานล้อ: 3,018 มม.
ความกว้างฐานล้อหน้า: 1,737 มม.
ความกว้างฐานล้อหลัง: 1,720 มม.
น้ำหนักรถเปล่า: 2,033 กก.
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง: 100 ลิตร
ความจุห้องเก็บสัมภาระ: 473 ลิตร
ล้อและยาง
หน้า: 255/35 R22 J9.0
หลัง: 315/30 R23 J11.0
ระบบเบรก
หน้า: 398 x 38 มม.
หลัง: 380 x 34 มม.
ระบบอิเล็กทรอนิกส์
ระบบควบคุมการลื่นไถลด้านข้าง (Side Slip Control – SSC) เวอร์ชั่น 8.0
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4RM-S evo
ระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟ (Ferrari active suspension technology)
ระบบ F1-Trac
ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรก ABS ‘EVO’ พร้อมระบบประเมินแรงยึดเกาะ เวอร์ชั่น 2.0
Ferrari Roma: การกลับมาของความสง่างามอันไร้กาลเวลา
นอกจาก Ferrari Purosangue ที่เป็นตัวแทนแห่งนวัตกรรมในยุคใหม่แล้ว Ferrari Roma ยังคงเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดง ที่สะท้อนถึงความงามสง่าอันเป็นนิรันดร์ ด้วยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตสไตล์ Gran Turismo ในช่วงทศวรรษที่ 1950 และ 1960 ผสมผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย Ferrari Roma นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในยามเดินทางไกล และการขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะเต็มพิกัด
F8 Tributo: ตำนาน V8 ที่จะถูกจารึก
F8 Tributo คือการยกย่องเครื่องยนต์ V8 อันเป็นที่รักของ Ferrari คำว่า “Tributo” ในภาษาอิตาลี หมายถึง “การสดุดี” ซึ่ง Ferrari เลือกใช้เพื่อเป็นการเชิดชูเครื่องยนต์ V8 อันเป็นหัวใจหลักของรถรุ่นนี้ หลายคนตีความว่า F8 Tributo อาจเป็นรุ่นสุดท้ายของรถตระกูล V8 เครื่องวางกลาง ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่รุ่น 308 GTB ซึ่งเป็นการปิดฉากตำนานบทหนึ่งอย่างสง่างาม
F8 Tributo: อัพเกรดเหนือระดับ ยกระดับประสบการณ์ขับขี่
F8 Tributo ได้รับการปรับปรุงหลายประการที่ Ferrari แทบไม่เคยทำมาก่อน การก้าวขึ้นมาแทนที่ 488 GTB ทำให้ F8 Tributo มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 3.9 ลิตร ที่ยกมาจากรุ่นพิเศษอย่าง 488 Pista ให้กำลังสูงสุด 720 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 770 นิวตันเมตร ที่ 3,250 รอบ/นาที แรงขึ้นกว่า 488 GTB ถึง 50 แรงม้า และ 10 นิวตันเมตร เครื่องยนต์ตัวนี้ยังเป็นเครื่องยนต์ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติถึง 4 ปีซ้อน (2016-2019) และรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมตลอด 2 ทศวรรษ
การออกแบบที่คำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์
การวางระบบไอดีใหม่ โดยย้ายตำแหน่งช่องดักอากาศจากด้านข้างมาไว้ที่ด้านท้ายรถ ทำให้ท่อทางเดินอากาศสั้นลง ปริมาณอากาศไหลเข้าได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มแรงกดทางด้านท้ายรถ การออกแบบภายนอกเป็นผลงานร่วมกันระหว่างทีมวิศวกรและนักออกแบบของ Ferrari Styling Center โดยยึดหลักอากาศพลศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญ ส่งผลให้ประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์โดยรวมดีขึ้น 10% จาก S-Duct ด้านหน้า สปอยเลอร์ท้ายใหม่ และระบบระบายความร้อนที่เน้นมุมเอียงมากขึ้น
น้ำหนักเบา สมรรถนะที่เหนือกว่า
F8 Tributo มีน้ำหนักเบากว่า 488 GTB ถึง 40 กิโลกรัม อันเป็นผลผลิตจากการนำเทคโนโลยีลดน้ำหนักจากสนามแข่ง Ferrari Challenge และ F1 มาใช้ เช่น ท่อร่วมไอเสียจากรุ่น 488 Challenge, ก้านสูบไทเทเนียม, เพลาข้อเหวี่ยงและฟลายวีลน้ำหนักเบา
ภายในที่หรูหราและสปอร์ต
การออกแบบภายในถูกดีไซน์ใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงไว้ซึ่งแนวทางคลาสสิกตามแบบฉบับของ Ferrari ด้วยช่องแอร์ทรงกลม พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มปรับโหมดการขับขี่ดีไซน์เดียวกับรถแข่ง F1 หน้าจอแสดงการขับขี่ด้านผู้โดยสาร เบาะนั่งหนังแท้ทรงสปอร์ต และระบบเครื่องเสียง JBL
การควบคุมที่ง่ายดายยิ่งขึ้น
F8 Tributo ได้รับการพัฒนาให้สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้นกว่า Ferrari รุ่นก่อนๆ ด้วยการปรับปรุงระบบต่างๆ ทำให้แม้จะออกตัวทางตรงด้วยการกดคันเร่งแบบมิดเท้า อาการท้ายปัดแทบไม่มี และหากออกตัวทางโค้ง อาการท้ายออกก็สามารถควบคุมได้อย่างง่ายดาย ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมช่วยให้รถทรงตัวได้ดี แม้ที่ความเร็วสูง
ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
การทดลองขับบนสนามแข่งเปิดเผยถึงศักยภาพของ F8 Tributo ที่แท้จริง จังหวะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง การตอบสนองของคันเร่งที่ฉับไว และการจัดการกับปัญหาเทอร์โบแล็ก (รอรอบ) ได้อย่างหมดจด ทำให้ทุกการเร่งความเร็วเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พวงมาลัยที่คมแม่นยำ ช่วงล่างที่ซับแรงสะเทือนได้ดีเยี่ยม ทำให้ F8 Tributo เป็น Ferrari ที่แรงแต่ควบคุมง่าย เป็นมิตรกับผู้ขับขี่อย่างแท้จริง
เสียงท่อไอเสียที่เป็นเอกลักษณ์
เสียงท่อไอเสียของ F8 Tributo ยังคงความดังและเอกลักษณ์เดิมไว้ สร้างความหลงใหลให้กับผู้ที่ชื่นชอบเสียงคำรามอันทรงพลังของเครื่องยนต์ V8
เหมาะสำหรับใคร?
F8 Tributo คือสุดยอดซูเปอร์คาร์ที่สาวกม้าลำพองทุกคนต้องมีไว้ในครอบครอง เป็นการผสมผสานระหว่างสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด ดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา และความง่ายในการควบคุม เป็น Ferrari ที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ
อนาคตแห่ง Ferrari: สู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรม
ด้วยการเปิดตัว Ferrari Purosangue และการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง Ferrari กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรม ด้วยการผสมผสานระหว่างประเพณีอันยาวนานกับนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั่วโลก
สำหรับผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะและความหรูหราขั้นสูงสุด และกำลังมองหายานยนต์ที่จะมาเติมเต็มความฝัน Ferrari Roma และ Ferrari Purosangue คือคำตอบที่ท่านไม่ควรพลาด โปรดติดต่อผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Ferrari เพื่อสัมผัสประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ด้วยตัวท่านเองวันนี้