
เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ใหม่ (W214): ยกระดับประสบการณ์การขับขี่หรู สู่ยุคใหม่แห่งความประณีต
ในฐานะนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ผู้คร่ำหวอดมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของยนตรกรรมหรูมานับไม่ถ้วน แต่ละครั้งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว E-Class ใหม่ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางและมาตรฐานใหม่ของตลาดรถยนต์ซีดานระดับพรีเมียม ยิ่งเมื่อได้สัมผัส Mercedes-Benz E-Class W214 รุ่นล่าสุดอย่างใกล้ชิดที่เวียนนา ออสเตรีย ผมยิ่งมั่นใจว่า E-Class ใหม่นี้จะเข้ามาสร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “ยานยนต์หรู” ในบ้านเราอย่างแน่นอน
ปรัชญาการออกแบบที่ไร้ซึ่งเส้นสาย ลดทอนแต่เพิ่มความสง่างาม
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของ Mercedes-Benz E-Class W214 คือภาษาการออกแบบที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากรุ่นก่อนหน้า W213 ที่คุ้นเคย การออกแบบใหม่นี้เน้นความเรียบหรู ลดทอนเส้นสายที่ซับซ้อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับเสริมมิติของความโค้งมนที่ละมุนละไม และลดรอยต่อต่างๆ ให้ดูกลมกลืนไร้ที่ติ หากมองภาพรวม จะเห็นความเชื่อมโยงกับ C-Class รุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน และยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งอนาคตที่ถอดแบบมาจาก EQS ซึ่งเป็นเรือธงด้านยนตรกรรมไฟฟ้าของแบรนด์ การออกแบบเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสวยงามทางสายตา แต่ยังสะท้อนถึงหลักการทางวิศวกรรมที่มุ่งเน้นอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่และอัตราสิ้นเปลืองที่ดีขึ้น
กำหนดการเปิดตัวในไทยและความน่าสนใจของรุ่นย่อย
สำหรับตลาดประเทศไทย E-Class ใหม่ นี้ คาดว่าจะเริ่มทำตลาดในช่วงต้นปี 2567 นี้ครับ สำหรับผู้ที่รอไหว ผมขอแนะนำให้ลองสัมผัส E-Class ใหม่นี้ดูครับ หากเปรียบเทียบกับโฉมปัจจุบัน แม้ E-Class W213 จะยังคงตอบสนองการขับขี่และความสะดวกสบายได้เป็นอย่างดีเยี่ยม แต่แน่นอนว่า E-Class W214 จะยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้นอย่างแน่นอน
แม้ว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดรุ่นย่อยที่จะทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่จากแนวโน้มและศักยภาพของตลาด ผมคาดการณ์ว่ารุ่นที่จะเข้ามาทำตลาด ได้แก่ รุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล โดยจะเริ่มจากการนำเข้ารุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด มาประกอบในประเทศ (CKD) ตั้งแต่แรก ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์
ในช่วงการทดลองขับที่ออสเตรีย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดเตรียมรุ่นย่อยหลากหลายให้ได้ทดลอง ซึ่งรวมถึง E 200, E 300 e, E450 4Matic, E400 e 4 Matic, E220 d และ E300 de การได้สัมผัสรถทั้ง 3 รุ่นย่อยอย่าง E 300 e, E220 d และ E300 de เป็นเวลาเกือบ 1 วันครึ่ง ทำให้ผมพอจะมองเห็นภาพรวมของรุ่นที่จะเข้าสู่ตลาดไทย โดยเฉพาะรุ่น E220 d ที่คาดว่าจะเป็นรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลที่ตรงกับสเปกไทยมากที่สุด ส่วนรุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริดอย่าง E300 e นั้น มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับชื่อรุ่นเล็กน้อย หรือปรับจูนเครื่องยนต์ให้เข้ากับเงื่อนไขด้านไอเสียหรือน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย แต่หลักการพื้นฐานและสมรรถนะโดยรวมน่าจะยังคงใกล้เคียงกัน
E220 d: อารมณ์ดิเซลที่สมบูรณ์แบบ สู่บทสุดท้ายอันทรงคุณค่า
สำหรับแฟนพันธุ์แท้เครื่องยนต์ดีเซล E220 d จะเป็นรุ่นที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงใจที่สุด ยิ่งเมื่อทราบว่านี่อาจจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นสุดท้ายจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจและคุณค่าในการครอบครอง การได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่ลอดเข้ามาในห้องโดยสาร แม้จะเป็นเสียงที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่แม้ในช่วงความเร็วต่ำ จะให้ความรู้สึกขรึมๆ แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแต่อย่างใด
สัมผัสแรกของการขับขี่ E220 d คือความดุดันที่มาพร้อมกับพละกำลังที่ต่อเนื่อง การเร่งแซงทำได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจ การไต่ระดับความเร็วเป็นไปอย่างนุ่มนวลและราบรื่น สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือการที่ E220 d ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลแบบเพียวๆ แต่มาพร้อมระบบไมล์ดไฮบริด 48 โวลต์ มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมกำลัง 205 นิวตันเมตร จะเข้ามาช่วยเสริมพละกำลังในช่วงที่ต้องการแรงบิดพิเศษ เช่น การออกตัว หรือการเร่งแซงอย่างรวดเร็ว
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ อัตราสิ้นเปลือง ที่น่าทึ่ง สามารถทำได้ถึงประมาณ 20 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ขนาดนี้
E300 e: ความคล่องตัวของปลั๊ก-อิน ไฮบริด ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าได้ไกลถึง 115 กิโลเมตร
ในส่วนของ E300 e ซึ่งเป็นรุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด ก็มาพร้อมกับความคล่องตัวที่ไม่แพ้กัน การไต่ระดับความเร็วและการเร่งแซงทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า 127 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ทำให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้ความกังวล
ทั้งสองรุ่นเครื่องยนต์ ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ให้ อารมณ์ ที่แตกต่างกัน สำหรับปลั๊ก-อิน ไฮบริด การกดคันเร่งจะมีความเบาและนุ่มนวลกว่า ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซล อาจจะต้องใช้การกดคันเร่งที่มากกว่าเล็กน้อย แต่ก็ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างและน่าหลงใหลไปอีกแบบ
ทั้ง E220 d และ E300 e ใช้เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G TRONIC ที่ได้รับการปรับปรุงให้ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ช่วงล่างที่เหนือชั้น ความนิ่งที่สัมผัสได้ในทุกการเข้าโค้ง
ในด้านของ ช่วงล่าง และการเซ็ทอัพรถ E-Class W214 มีความเหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน แม้ก่อนเดินทาง ผมเพิ่งได้ขับ E-Class W213 กลับจากพัทยา ซึ่งยังคงให้ความรู้สึกคล่องตัวและความสนุกในการขับขี่ แต่ก็ยังมีอาการโยนตัวของตัวถังอยู่บ้างเมื่อใช้ความเร็วสูงในการเปลี่ยนเลน หรือเข้าโค้ง แต่สำหรับ W214 อาการเหล่านี้แทบจะไม่มีให้สัมผัส รถมีความนิ่งมากในจังหวะเข้า-ออกโค้ง การเปลี่ยนเลนนั้นน้อยมากในสภาพถนนที่ออสเตรีย แต่เมื่อเจอทางโค้งที่มีอยู่มากมาย ทั้งทางนอกเมืองและบนภูเขา ก็เป็นโอกาสให้ได้สัมผัสถึงสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยม
สำหรับรุ่น E300 e ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 มาพร้อมกับการเพิ่มความจุแบตเตอรี่เป็น 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกลสูงสุดถึง 115 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งถือเป็นระยะทางที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่พร้อมที่จะกังวลเรื่องสถานีชาร์จสาธารณะ การชาร์จแบตเตอรี่รองรับทั้งแบบปกติ AC 11 กิโลวัตต์ และแบบชาร์จเร็ว DC 55 กิโลวัตต์
เส้นทางทดลองขับที่หลากหลาย ทั้งไฮเวย์ ทางชนบท เนินเขา และในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน รวมถึงการต้องขับตามรถม้าท่องเที่ยวในบางช่วง ทำให้ได้คำตอบที่น่าสนใจว่า E-Class ใหม่ สามารถตอบสนองได้ทุกอารมณ์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่แบบสปอร์ตที่สนุกเร้าใจ หรือการขับขี่แบบผ่อนคลายเพื่อความสะดวกสบาย แม้ว่าขนาดตัวถังจะใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิมในทุกมิติ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความคล่องตัวที่น่าประทับใจ
อย่างไรก็ตาม ต้องขอหมายเหตุไว้เล็กน้อยว่า สภาพถนนหนทางในออสเตรียส่วนใหญ่มีความเรียบเนียนเกือบสมบูรณ์แบบ ทั้งในเมืองและนอกเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่ยกระดับ สู่ความสะดวกสบายเหนือระดับ
นอกเหนือจากการขับขี่ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างชัดเจน ภายในห้องโดยสาร ของ E-Class W214 ก็ได้รับการปรับปรุงให้มีความหรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของขนาดตัวถังและฐานล้อ ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เบาะหลังที่มอบความสบายสูงสุด นี่คือจุดแข็งสำคัญที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ มักจะชูเหนือคู่แข่งสำคัญอย่าง BMW 5 Series มาโดยตลอด ผู้บริหารที่ต้องนั่งเบาะหลัง จะต้องประทับใจกับ E-Class ใหม่นี้อย่างแน่นอน
เบาะนั่งออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระได้อย่างกระชับ องศาของพนักพิงมีความเหมาะสม มอบความผ่อนคลายในการเดินทางไกล พื้นที่วางขาเหลือเฟือ พื้นที่เหนือศีรษะและบริเวณเข่าก็มีมากพอสมควร นอกจากนี้ ยังมีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังอยู่ทั้งบริเวณคอนโซลกลาง และที่เสา B-pillar ทั้งสองด้าน
ความสบายนี้ยังมาพร้อมกับความนิ่งของตัวรถ ทั้งในการขับขี่ทั่วไป หรือแม้แต่การเข้าโค้ง แม้จะต้องเลี้ยวไปมาตามเส้นทาง การโยนตัวของตัวถังที่ลดลงอย่างมาก ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายยิ่งขึ้น จังหวะการเบรก แม้จะเป็นการเบรกปกติ หรือการเบรกกะทันหัน ก็ไม่พบอาการหน้ายุบ ท้ายยก สร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงรักษาจุดเด่นของการเป็นรถที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้โดยสารเบาะหลังไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และน่าจับตาว่าคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวใกล้เคียงกัน จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารได้อย่างไร
แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องจับตาก็คือ สภาพถนนในประเทศไทย ที่มีความหลากหลายกว่า ทั้งพื้นผิวที่ขรุขระ คลื่น ลอน ร่องถนน และคอสะพาน แต่จากประสบการณ์ที่เคยได้ทดลองขับ C-Class รุ่นก่อนๆ ซึ่งจัดการกับสภาพถนนแบบนี้ได้อย่างน่าพอใจ ผมเชื่อว่า E-Class W214 ก็น่าจะสามารถรับมือกับสภาพถนนในบ้านเราได้อย่างดีเช่นกัน
สำหรับเบาะนั่งผู้ขับขี่ มีความนุ่มสบายแต่ยังคงกระชับตัว ช่วยรองรับการขับขี่ในสไตล์สปอร์ต ตำแหน่งการวางอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ง่าย ทัศนวิสัยการขับขี่ดีเยี่ยม และสำหรับรุ่นที่มีระบบแสดงข้อมูลบนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display – HUD) นั้น มีความคมชัดและแสดงรายละเอียดขนาดใหญ่ มองเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งข้อมูลการขับขี่และระบบนำทาง
อีกหนึ่งจุดเด่นที่พลาดไม่ได้คือ ระบบเสียง Burmester® พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos® ที่มอบความละเอียดและความลึกของมิติเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ยังมีระบบตัดเสียงรบกวนก่อนที่จะปล่อยเสียงเพลงออกมา ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงในห้องโดยสารให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น
บทสรุป: ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่มาตรฐานใหม่ของยานยนต์หรู
จากการลองขับและสัมผัส E-Class W214 ผมกล้ากล่าวได้เลยว่านี่คือการพัฒนาที่ก้าวกระโดดจากรุ่นเดิมอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการขับขี่ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยี สิ่งที่น่าลุ้นต่อจากนี้คือ ราคา เมื่อ E-Class ใหม่ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ
Mercedes-Benz GLE Facelift: ความสง่างามที่ได้รับการปรับปรุง สู่ความเป็นเลิศในทุกมิติ
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz GLE ในเจเนอเรชั่นที่ 4 ได้เข้ามาท้าชนกับคู่แข่งร่วมชาติอย่าง BMW X5 และ Audi Q7 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยครองใจผู้บริโภคด้วยภาพลักษณ์ของ SUV หรูที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ และในปี 2022 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เตรียมเปิดตัว Mercedes-Benz GLE Facelift เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อตัดหน้าคู่แข่งที่ยังไม่มีการเปิดตัวรุ่นใหม่
GLE Facelift รหัสตัวถัง W167 นี้ ได้รับการปรับปรุงดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน โดยยังคงเค้าโครงเดิมไว้ แต่เพิ่มรายละเอียดที่ดูทันสมัยและดุดันยิ่งขึ้น กระจังหน้าแนวนอนที่โดดเด่นพร้อมตราสัญลักษณ์สามแฉกขนาดใหญ่ ถูกออกแบบใหม่ให้รับกับชุดกันชนหน้าพร้อมช่องระบายอากาศที่ใหญ่ขึ้น สอดรับกับโคมไฟหน้า LED high-performance หรือ MULTIBEAM LED ใหม่ ที่ช่วยเสริมความดุดันให้กับรถ ด้านท้ายยังคงเดิม แต่มีการปรับเปลี่ยนโคมไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ที่มีขนาดตั้งแต่ 20 นิ้ว ไปจนถึง 21 นิ้ว
ภายในห้องโดยสาร มีการปรับเปลี่ยนลายพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านใหม่ ให้มีรูปทรงเดียวกับ Mercedes-Benz E-Class และ CLS รุ่นปรับโฉม แต่ยังคงไว้ซึ่งระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยจอแสดงผล Digital widescreen cockpit ขนาดใหญ่พิเศษ 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอที่เชื่อมต่อกัน รวมถึงระบบ Head-up Display ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูลสำคัญโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง Burmester® การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน (Apple CarPlay™ & Android Auto™) ช่อง USB Type-C ทุกแถว ระบบควบคุมด้วย Touchpad และไฟ Ambient Light 64 สี
GLE Facelift ยังมาพร้อมกับบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อกับรถเป็นเรื่องง่าย และจุดเด่นสำคัญคือความอเนกประสงค์ด้วยห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังสูงสุดถึง 855 ลิตร และสามารถเพิ่มได้ถึง 2,055 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวที่สองและสามลง
ขุมพลังของ GLE Facelift ยังคงเดิม แต่ได้รับการปรับปรุงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ในรุ่น GLE 300 d 4MATIC ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร ให้กำลัง 245 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. ส่วนรุ่น GLE 350 de 4MATIC เป็นรุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ผสานเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 194 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 136 แรงม้า ให้กำลังสูงสุดรวม 320 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร ด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 31.2 kWh วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกล 100 กม. ทั้งสองรุ่นส่งกำลังผ่านเกียร์ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
สำหรับรุ่น GLE 450 4MATIC ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบ พร้อมระบบ EQ Boost ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร เสริมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 22 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC
เบื้องต้น Mercedes-Benz GLE Facelift เตรียมเผยโฉมจริงในปี 2022 นี้ ส่วนตลาดประเทศไทย ยังคงจำหน่ายรุ่นปัจจุบัน ด้วยขุมพลังดีเซล 2 รูปแบบ ทั้งดีเซลล้วน และดีเซลปลั๊ก-อินไฮบริด ในราคาเริ่มต้น 4.699 ล้านบาท
The new A-Class: ยนตรกรรม Entry Luxury สไตล์สปอร์ตสำหรับคนรุ่นใหม่
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว The new A-Class โมเดลปี 2023 เจเนอเรชั่นที่ 4 ในรุ่น A 200 AMG Dynamic ย้ำภาพลักษณ์ยนตรกรรมระดับ Entry Luxury ภายใต้คอนเซ็ปต์ “CLASS FOR EVERY DAY” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวในการขับขี่ ความหรูหราตามแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์ และดีไซน์สปอร์ตซีดานที่โฉบเฉี่ยว
The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร เทอร์โบ 4 สูบ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมระบบ Cylinder shut-off ที่ทำงานเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เพื่อประหยัดน้ำมัน ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-DCT แบบคลัตช์คู่ ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.3 วินาที
ระบบช่วงล่างแบบ Lowered comfort suspension มอบความนุ่มนวลในการขับขี่ รองรับน้ำมัน E85 และผ่านมาตรฐาน EURO6 พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยสูงสุด 16.7 กิโลเมตรต่อลิตร
ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมชุดแต่ง AMG bodystyling กระจังหน้า Star pattern radiator grille กระโปรงหน้า Power dome ไฟหน้า LED High-Performance พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist ระบบกุญแจ KEYLESS-GO และระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงหลังแบบ HANDS-FREE ACCESS พร้อมล้ออัลลอย AMG ดีไซน์สปอร์ต ขนาด 18 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสไตล์สปอร์ต หุ้มหนัง Nappa เบาะนั่งคู่หน้าหุ้มหนัง ARTICO สลับ MICROCUT microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง เบาะปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ และระบบดันหลัง 4 ทิศทาง
แผงหน้าปัดแบบ All-digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว ทำงานร่วมกับหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay™ และ Android Auto™ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน พร้อมช่องปรับอากาศหลัง ระบบชาร์จไร้สาย และช่อง USB Type-C 4 ช่อง
สร้างบรรยากาศที่หรูหราด้วยไฟ Ambient Light 64 เฉดสี และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟไฟฟ้า
ระบบปฏิบัติการมัลติมีเดียเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด “MBUX7” พร้อม AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งาน รองรับการสั่งการด้วยเสียง 27 ภาษา และสามารถอัปเดตระบบผ่านสัญญาณไร้สาย LTE แบบ over the air รวมถึงบริการ Mercedes me connect
ระบบความปลอดภัย ADAS ที่ครบครัน เช่น ระบบเบรก ADAPTIVE Brake, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน Active Break Assist, ระบบ Blind Spot Assist, Active Parking Assist และ ATTENTION ASSIST
The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,320,000 บาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ, สีเงิน และสีเทา
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและข้อเสนอพิเศษได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ