
Mercedes-Benz E-Class (W214) ใหม่: นิยามใหม่แห่งความหรูหรา ประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีสู่ตลาดไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้มีโอกาสสัมผัสและวิเคราะห์รถยนต์รุ่นใหม่ๆ นับไม่ถ้วน แต่การได้ทดลองขับ Mercedes-Benz E-Class รหัสตัวถัง W214 ใหม่ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง และเป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของ Mercedes-Benz ในการพัฒนายนตรกรรมระดับผู้นำอย่างต่อเนื่อง
การออกแบบที่เน้นความเรียบหรูและความเป็นอนาคต
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดเมื่อแรกเห็น E-Class W214 คือการเปลี่ยนแปลงด้านภาษาการออกแบบ ที่ก้าวข้ามจากความซับซ้อน มาสู่ความเรียบหรู สง่างาม อันเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ เส้นสายรอบคันถูกลดทอนลงอย่างชาญฉลาด เน้นความโค้งมนที่นุ่มนวล ลดรอยต่อต่างๆ ให้ดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว การออกแบบนี้ได้รับอิทธิพลอย่างชัดเจนจาก C-Class รุ่นใหม่ และยังสอดรับกับทิศทางของรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล EQ อย่าง EQS สะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ Mercedes-Benz ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
E-Class ใหม่: ขุมพลังทางเลือกที่หลากหลาย พร้อมสู่ตลาดไทยต้นปี 2567
สำหรับตลาดประเทศไทย Mercedes-Benz E-Class W214 คาดว่าจะเริ่มทำตลาดในช่วงต้นปี 2567 นี้ ผู้ที่รอคอยรถยนต์ซีดานผู้บริหารระดับหรูคันนี้อยู่ การรอคอยย่อมคุ้มค่า แม้ว่า E-Class โฉมปัจจุบัน (W213) จะยังคงเป็นรถที่ยอดเยี่ยมในทุกมิติ ทั้งสมรรถนะ การขับขี่ และความสะดวกสบาย แต่ E-Class ใหม่ จะยกระดับประสบการณ์เหล่านี้ขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน
แม้ Mercedes-Benz ประเทศไทย จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดรุ่นย่อยที่จะทำตลาดอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลเบื้องต้น คาดว่าจะมีทั้งรุ่น Plug-in Hybrid และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งจะเริ่มเปิดตัวด้วยรุ่น Plug-in Hybrid ก่อน โดยจะผลิตในประเทศ (CKD) เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาดประเทศไทย
ในการทดลองขับที่ออสเตรีย เรามีโอกาสได้สัมผัสหลากหลายรุ่นย่อย ไม่ว่าจะเป็น E 200, E 300 e, E450 4Matic, E400 e 4 Matic, E220 d และ E300 de แต่รุ่นที่น่าสนใจและคาดว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการทำตลาดบ้านเรา คือ Mercedes-Benz E300 e (Plug-in Hybrid) และ Mercedes-Benz E220 d (ดีเซล)
Mercedes-Benz E220 d: เสน่ห์ของเครื่องยนต์ดีเซลขั้นสุดยอด
สำหรับ Mercedes-Benz E220 d ผมเชื่อมั่นว่าจะเป็นรุ่นที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากกลุ่มผู้ที่หลงใหลในเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่านี่อาจจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นสุดท้ายที่ Mercedes-Benz พัฒนาขึ้น การได้ครอบครองรถยนต์ที่เปรียบเสมือนจุดสูงสุดของการพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซล ย่อมเป็นความภาคภูมิใจของผู้ครอบครอง
เมื่อได้สัมผัสการขับขี่ เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่ดังเข้ามาในห้องโดยสาร ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว แม้จะเป็นเสียงทุ้มต่ำในยามออกตัวหรือขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ก็ให้ความรู้สึกสุขุม ไม่ใช่เสียงที่น่ารำคาญแต่อย่างใด แต่กลับสร้างอารมณ์ร่วมในการขับขี่ได้อย่างน่าสนใจ
บุคลิกของรถมีความดุดัน การเรียกพละกำลังมาใช้ทำได้อย่างต่อเนื่อง จังหวะเร่งแซงทำได้อย่างรวดเร็ว และการไต่ระดับความเร็วขึ้นไปก็เป็นไปอย่างนุ่มนวลราบรื่น
ยิ่งไปกว่านั้น E220 d ยังมาพร้อมกับระบบ Mild Hybrid 48 โวลต์ ซึ่งมีมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงบิดถึง 205 นิวตันเมตร คอยช่วยเหลือในจังหวะที่ต้องการกำลังเป็นพิเศษ เช่น การออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง หรือการเร่งแซง ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ทำได้น่าประทับใจราว 20 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ขนาดนี้
Mercedes-Benz E300 e: ประสิทธิภาพอันน่าทึ่งของ Plug-in Hybrid
ในส่วนของ Mercedes-Benz E300 e ในฐานะรถยนต์ Plug-in Hybrid ก็แสดงให้เห็นถึงความคล่องแคล่วว่องไวไม่แพ้กัน การไต่ระดับความเร็ว การเร่งแซง ทำได้ง่ายดายอย่างน่าประหลาดใจ ด้วยพละกำลังจากเครื่องยนต์ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 127 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและทรงพลัง
ทั้งสองขุมพลัง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลหรือ Plug-in Hybrid ต่างก็ให้การตอบสนองที่ยอดเยี่ยม แต่ให้ “อารมณ์” ในการขับขี่ที่แตกต่างกัน การกดคันเร่งในรุ่น Plug-in Hybrid จะให้ความรู้สึกที่เบาบางกว่าเล็กน้อย ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลอาจต้องการการกดคันเร่งที่มากกว่าเล็กน้อย แต่ก็ได้อารมณ์การขับขี่ที่ดิบและหนักแน่นกว่า
ทั้งสองรุ่นส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC ซึ่งเป็นที่ยอมรับในเรื่องความนุ่มนวลและความฉลาดในการเลือกจังหวะเกียร์
ช่วงล่างที่เหนือชั้น: ความนิ่งและความมั่นคงที่สัมผัสได้
เมื่อเปรียบเทียบกับ E-Class โฉมปัจจุบัน การเซ็ตช่วงล่างของ W214 นั้นพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน จากประสบการณ์การขับขี่ E-Class W213 ไป-กลับ พัทยา ก่อนการเดินทางไปออสเตรีย แม้จะประทับใจในความคล่องตัวและการควบคุม แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงอาการโยนตัวของตัวถังบ้างเมื่อใช้ความเร็วสูงในการเปลี่ยนช่องทาง
แต่สำหรับ W214 อาการเหล่านั้นแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง รถมีความนิ่งมากในทุกจังหวะการเข้า-ออกโค้ง การเปลี่ยนเลนก็มีความรู้สึกที่เฉียบคมกว่าเดิม แม้ว่าสภาพถนนในออสเตรียจะมีความแตกต่างจากประเทศไทย โดยทั่วไปแล้วผู้ขับขี่ในออสเตรียจะใช้ความเร็วและเปลี่ยนเลนอย่างระมัดระวัง แต่ด้วยจำนวนโค้งจำนวนมาก ทั้งบนทางหลวงและทางภูเขา ทำให้เราได้สัมผัสถึงสมรรถนะของช่วงล่างที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง
สำหรับรุ่น E300 e ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุดถึง 115 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังกังวลเรื่องความสะดวกในการค้นหาที่ชาร์จสาธารณะ การชาร์จรองรับทั้งแบบปกติ 11 กิโลวัตต์ และชาร์จเร็ว 55 กิโลวัตต์
เส้นทางการทดลองขับมีความหลากหลาย ตั้งแต่ทางหลวง ทางชนบท ทางภูเขา และสภาพการจราจรในเมือง ทำให้เราได้คำตอบที่น่าสนใจว่า E-Class ใหม่ สามารถตอบสนองได้ทั้งอารมณ์สปอร์ต การขับขี่ที่สนุกสนาน หรือเมื่อต้องการความสะดวกสบาย ขับขี่แบบผ่อนคลาย ก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้ว่าขนาดตัวถังจะใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิมในทุกมิติก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ต้องมีหมายเหตุเล็กน้อยว่า สภาพถนนก็มีผลอย่างยิ่ง ซึ่งที่ออสเตรีย ถนนส่วนใหญ่มีความเรียบเนียนไร้ที่ติ
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหรา ความสบาย และเทคโนโลยีที่เหนือระดับ
นอกจากเรื่องการขับขี่ที่ยกระดับขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว ภายในห้องโดยสารของ E-Class W214 ก็ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก การออกแบบภายในยังคงเน้นความเรียบหรูตามสไตล์ Mercedes-Benz แต่เพิ่มความล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีล่าสุด
ขนาดตัวถังและฐานล้อที่ยาวขึ้น ส่งผลให้ห้องโดยสารมีพื้นที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะที่นั่งด้านหลังที่ให้ความสบายสูงสุด นี่คือจุดขายสำคัญของ Mercedes-Benz เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series ซึ่งในอดีต หลายคนอาจชื่นชอบบุคลิกการขับขี่ของ BMW มากกว่า แต่หากพิจารณาถึงความสบายของผู้โดยสารเบาะหลัง Mercedes-Benz E-Class จะเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นกว่าอย่างแน่นอน
เบาะนั่งโอบกระชับ องศาพนักพิงเหมาะสม ช่วยให้นั่งได้อย่างผ่อนคลาย พื้นที่วางขาเหลือเฟือ พื้นที่เหนือศีรษะก็เช่นกัน ระบบปรับอากาศมีช่องระบายอากาศทั้งส่วนกลางและที่เสา B ทั้งสองด้าน
ความสบายนี้ยังมาพร้อมกับความนิ่งของตัวรถ ทั้งในการขับขี่ทั่วไป หรือแม้แต่การเข้าโค้ง แม้จะต้องเลี้ยวไปมาตามเส้นทาง แต่การโยนตัวของตัวถังที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างผ่อนคลายยิ่งขึ้น จังหวะการเบรกก็ทำได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่รู้สึกถึงอาการหน้าทิ่มหรือท้ายยก
Mercedes-Benz ยังคงรักษาจุดเด่นของการเป็นรถยนต์ที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้โดยสารเบาะหลังได้อย่างเหนียวแน่น และน่าจับตาว่าคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series ที่กำลังจะเปิดตัวในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จะมีไม้เด็ดอะไรมาสู้
แน่นอนว่า เรายังต้องรอลุ้นว่าเมื่อ E-Class ใหม่ เข้ามาสู่สภาพถนนของประเทศไทย ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ทางเรียบ ทางขรุขระ หลุมบ่อ คลื่น หรือลูกระนาด จะสามารถจัดการกับสภาพถนนเหล่านี้ได้ดีเพียงใด แต่จากประสบการณ์กับ C-Class รุ่นก่อนหน้าที่สามารถรับมือกับสภาพถนนที่ท้าทายได้ค่อนข้างน่าพอใจ ก็เชื่อว่า E-Class ใหม่ จะไม่ทำให้ผิดหวัง
สำหรับเบาะนั่งผู้ขับขี่ ให้ความรู้สึกนุ่มกระชับ ช่วยเสริมการขับขี่ในโหมดสปอร์ตได้อย่างดี ตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ในระยะที่ควบคุมง่าย ทัศนวิสัยรอบคันดีเยี่ยม และในรุ่นที่มี Head-Up Display (HUD) ข้อมูลต่างๆ แสดงผลได้อย่างคมชัด ทั้งข้อมูลการขับขี่และระบบนำทาง
อีกหนึ่งจุดเด่นคือระบบเครื่องเสียง Burmester® ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Digital Atmos ทำให้ได้มิติเสียงที่สมจริง คมชัด และยังมีความสามารถในการตัดเสียงรบกวนก่อนที่จะปล่อยเสียงออกมา สร้างประสบการณ์โสตสัมผัสที่เหนือระดับ
สรุป: ยกระดับมาตรฐานใหม่ของซีดานหรู
จากการทดลองขับและสัมผัสประสบการณ์ในห้องโดยสาร Mercedes-Benz E-Class W214 ใหม่ ถือเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน ทุกมิติ ทั้งการออกแบบ สมรรถนะ ช่วงล่าง ภายในห้องโดยสาร และเทคโนโลยี ล้วนได้รับการยกระดับให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น ตอนนี้สิ่งที่ต้องลุ้นกันต่อไปก็คือ ราคาจำหน่ายเมื่อเปิดตัวในประเทศไทย ซึ่งคงจะทราบกันในเร็วๆ นี้
Mercedes-Benz GLE Facelift: SUV หรูที่มาพร้อมความสดใหม่
นอกจาก E-Class แล้ว Mercedes-Benz ยังคงตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาด SUV หรู ด้วยการเปิดตัว Mercedes-Benz GLE Facelift รุ่นปรับโฉม ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ SUV หรูในเจเนอเรชั่นที่ 4 ที่ครองใจตลาดมาอย่างยาวนาน GLE Facelift มาพร้อมการปรับปรุงทั้งภายนอกและภายใน เพื่อเพิ่มความสดใหม่และรักษาความน่าสนใจในตลาดที่กำลังมีการแข่งขันสูง
การปรับปรุงภายนอกที่เน้นความสง่างามและดุดัน
การปรับโฉมครั้งนี้ยังคงไว้ซึ่งเค้าโครงเดิมของตัวถัง W167 แต่มีการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ ให้ดูทันสมัยและน่าสนใจยิ่งขึ้น กระจังหน้าแนวนอนแบบชั้นเดียวหรือสองชั้น พร้อมตราสัญลักษณ์สามห่วงอันเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการออกแบบใหม่ รับกับชุดกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่มีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ขึ้น ดูดุดันมากยิ่งขึ้น สอดรับกับโคมไฟหน้า LED high-performance หรือ MULTIBEAM LED ที่ออกแบบใหม่เพื่อเสริมความดุดันให้กับรถยนต์ ด้านท้ายยังคงรูปแบบเดิม แต่มีการเปลี่ยนโคมไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมด้วยล้ออัลลอยลายใหม่ ขนาด 20 นิ้ว และ 21 นิ้ว ที่สะท้อนถึงความสปอร์ตและหรูหรา
ภายในที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย
ภายในห้องโดยสารของ GLE Facelift ได้รับการปรับปรุงที่สำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงดีไซน์พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านใหม่ ที่ใช้ทรงเดียวกับ Mercedes-Benz E-Class และ CLS รุ่นปรับโฉม เพื่อความรู้สึกที่ทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ยังคงเป็นหัวใจหลัก ด้วยจอแสดงผล Digital widescreen cockpit ขนาดใหญ่พิเศษ 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอ ต่อเนื่องกัน มอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลและเต็มเปี่ยมด้วยข้อมูล ระบบ Head-up display ช่วยแสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® มอบประสบการณ์เสียงที่สมจริง การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay™ และ Android Auto™ ช่อง USB Type C ที่มีให้ใช้งานอย่างเพียงพอ ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad และไฟ Ambient Light 64 เฉดสี สร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้มีความหรูหราและผ่อนคลาย
GLE Facelift ยังคงจุดเด่นด้วยห้องโดยสาร 7 ที่นั่งที่สะดวกสบาย พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังที่กว้างขวางถึง 855 ลิตร และสามารถเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 2,055 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวที่สองและสามลง
ขุมพลังที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
Mercedes-Benz GLE Facelift มาพร้อมทางเลือกขุมพลังที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน
GLE 300 d 4MATIC: เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม.
GLE 350 de 4MATIC: เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Plug-in Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 ให้กำลังเสริม 136 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกัน ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร ด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 31.2 kWh สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 100 กม.
GLE 450 4MATIC: เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบ แถวเรียง ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมระบบ EQ Boost และมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมกำลัง 22 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร
ทั้งสองรุ่นส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC
พร้อมลุยตลาดไทย
Mercedes-Benz GLE Facelift เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2022 ส่วนตลาดประเทศไทย คาดว่าจะยังคงจำหน่ายรุ่นเดิมที่มีขุมพลังดีเซลล้วน และดีเซล Plug-in Hybrid ในราคาเริ่มต้น 4.699 ล้านบาท
The new A-Class: ประตูสู่โลกแห่งความหรูหราและความสปอร์ต
สำหรับกลุ่มรถยนต์ Entry Luxury Mercedes-Benz ก็ได้นำเสนอ The new A-Class โมเดลปี 2023 เจเนอเรชั่นที่ 4 ในรุ่น A 200 AMG Dynamic ซึ่งสะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ “CLASS FOR EVERY DAY” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัว ความหรูหรา และดีไซน์สปอร์ต
ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว
The new A-Class มีการปรับปรุงดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน ให้มีความทันสมัยและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling กระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Star pattern radiator grille และกระโปรงหน้าแบบ Power dome ที่ออกแบบให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ระบบไฟหน้าใหม่แบบ LED High-Performance พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist เสริมด้วยระบบกุญแจ KEYLESS-GO และฝากระโปรงหลังแบบ HANDS-FREE ACCESS ล้ออัลลอยด์ดีไซน์สปอร์ต AMG 5-twin-spoke สีดำ ขนาด 18 นิ้ว
ภายในที่ทันสมัย พร้อมเทคโนโลยี MBUX
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสไตล์สปอร์ต หุ้มหนัง Nappa เบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สลับ MICROCUT microfibre สีดำ ตกแต่งเดินด้ายสีแดง พร้อมระบบปรับไฟฟ้า Memory Seat และ Lumbar Support จอมาตรวัดแบบ All-digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay™ และ Android Auto™ ระบบปรับโหมดการขับขี่ DYNAMIC SELECT, THERMOTRONIC แยกปรับอุณหภูมิ 2 โซน, ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย และช่อง USB Type-C 4 ช่อง
สร้างบรรยากาศด้วยไฟ Ambient Light 64 เฉดสี และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟไฟฟ้า ระบบปฏิบัติการมัลติมีเดีย MBUX เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด พร้อม AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ และระบบสั่งการด้วยเสียง 27 ภาษา สามารถอัปเดตตัวเองผ่านสัญญาณไร้สาย LTE พร้อมบริการ Mercedes me connect
ขุมพลังที่ตอบสนองและประหยัด
The new A-Class A 200 AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร เทอร์โบ 4 สูบ พร้อมระบบ Cylinder shut-off ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยลูกสูบเพียง 2 ลูกสูบ เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-DCT ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.3 วินาที รองรับน้ำมัน E85 และผ่านมาตรฐาน EURO6 มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยสูงสุด 16.7 กิโลเมตรต่อลิตร
ความปลอดภัยที่ครบครัน
มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ครบครัน อาทิ ระบบเบรก ADAPTIVE Brake, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน Active Break Assist, ระบบรักษาความเร็ว Cruise Control, ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Assist, ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist และระบบเตือนอาการเหนื่อยล้า ATTENTION ASSIST
ราคาและทางเลือก
The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,320,000 ล้านบาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ, สีเงิน และสีเทา
การเดินทางสู่โลกแห่งยนตรกรรม Mercedes-Benz
ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Mercedes-Benz E-Class W214 ใหม่, Mercedes-Benz GLE Facelift และ The new A-Class, Mercedes-Benz ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอสุดยอดยนตรกรรมที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน หากท่านกำลังมองหารถยนต์ที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่และตอบสนองทุกความต้องการ การเยี่ยมชมโชว์รูม Mercedes-Benz เพื่อสัมผัสและทดลองขับรถยนต์รุ่นใหม่เหล่านี้ คือก้าวต่อไปที่ท่านไม่ควรพลาด.