
Mercedes-Benz E-Class W214: นิยามใหม่แห่งความหรูหรา ทันสมัย พร้อมสมรรถนะที่เหนือกว่า
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้มีโอกาสสัมผัสและวิเคราะห์รถยนต์หลากหลายรุ่น แต่ครั้งนี้พิเศษยิ่งกว่าเมื่อผมได้มีโอกาสไปสัมผัส Mercedes-Benz E-Class ใหม่ รหัสตัวถัง W214 ที่งานเปิดตัว ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย การเดินทางครั้งนี้ได้เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับวิวัฒนาการของยนตรกรรมระดับผู้บริหารที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง
การออกแบบที่เน้นความเรียบหรู และกลิ่นอายแห่งอนาคต
จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัส E-Class W214 สิ่งแรกที่โดดเด่นคือภาษาการออกแบบใหม่ที่เน้นความเรียบหรู สง่างาม ลดทอนเส้นสายที่ซับซ้อนลง เน้นรูปทรงที่โค้งมน ลดรอยต่อของตัวถัง เพื่อสร้างความรู้สึกกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว การออกแบบนี้มีความคล้ายคลึงกับ Mercedes-Benz C-Class ใหม่ และยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของความล้ำสมัยจากรุ่น EQ S ซึ่งเป็นธงนำแห่งนวัตกรรมของแบรนด์
สำหรับตลาดประเทศไทย คาดว่า E-Class W214 จะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2567 ซึ่งผมเชื่อว่าผู้ที่รอคอยจะได้พบกับยนตรกรรมที่คุ้มค่ากับการรอคอยอย่างแน่นอน แม้ว่า E-Class โฉมปัจจุบัน (W213) จะยังคงเป็นรถที่ยอดเยี่ยมในทุกมิติ ทั้งสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโฉมใหม่นี้ได้ยกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น
ทางเลือกขุมพลังที่หลากหลาย สู่ยุคใหม่แห่งการขับเคลื่อน
Mercedes-Benz ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของรุ่นย่อยที่จะทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าจะมีทั้งรุ่น Plug-in Hybrid และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งจะประเดิมด้วยรุ่น Plug-in Hybrid ที่ผลิตในประเทศ (CKD) เป็นอันดับแรก
ระหว่างการทดสอบที่ออสเตรีย ผมได้มีโอกาสทดลองขับหลากหลายรุ่นย่อย ตั้งแต่ E 200, E 300 e, E450 4Matic, E400 e 4 Matic, E220 d และ E300 de แต่รุ่นที่ผมจะเน้นการวิเคราะห์ในวันนี้ คือ E 300 e และ E220 d เนื่องจากเป็นรุ่นที่มีแนวโน้มสูงที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย
Mercedes-Benz E220 d: ขุมพลังดีเซลอันทรงพลัง ที่อาจเป็นตำนานบทสุดท้าย
สำหรับ E220 d ผมเชื่อมั่นว่าจะเป็นรุ่นที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้ที่ชื่นชอบเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่านี่อาจเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นสุดท้ายจาก Mercedes-Benz การได้ครอบครองรถยนต์ที่เป็นจุดสูงสุดของการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล ย่อมมีความหมายพิเศษสำหรับนักสะสมและผู้ที่มองหาสมรรถนะอันสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่ผมประทับใจใน E220 d คือเสียงเครื่องยนต์ที่แผ่วเบาเข้ามาในห้องโดยสาร แม้จะเป็นสิ่งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว เสียงเครื่องยนต์ที่ทุ้มต่ำขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ให้ความรู้สึกสุขุม แต่ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแต่อย่างใด
ด้านสมรรถนะ E220 d ให้บุคลิกที่ดุดัน การเรียกพละกำลังทำได้อย่างต่อเนื่อง การเร่งแซงทำได้อย่างรวดเร็ว และการไต่ระดับความเร็วก็เป็นไปอย่างนุ่มนวลและต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าสนใจคือ E220 d ไม่ได้มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบเพียวๆ แต่ได้รับการติดตั้งระบบ Mild Hybrid ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า 48 โวลต์ ช่วยเสริมแรงบิดอีก 205 นิวตันเมตร ในจังหวะที่ต้องการพละกำลังพิเศษ เช่น การออกตัว หรือ การเร่งแซง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความนุ่มนวลในการขับขี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของ E220 d ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าประทับใจ โดยสามารถทำได้ถึงประมาณ 20 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ระดับนี้
Mercedes-Benz E300 e: ประสิทธิภาพ Plug-in Hybrid ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย
ในส่วนของ E300 e ซึ่งเป็นรุ่น Plug-in Hybrid ก็แสดงให้เห็นถึงความกระฉับกระเฉงไม่แพ้กัน การเร่งความเร็วและการแซงทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า 127 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ทำให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น
แม้ว่าทั้งสองขุมพลังจะให้การตอบสนองที่ดีเยี่ยม แต่ก็มีความแตกต่างในเรื่องของอารมณ์การขับขี่ การกดคันเร่งของรุ่น Plug-in Hybrid จะมีความนุ่มนวลกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นดีเซล ซึ่งต้องออกแรงกดมากกว่าเล็กน้อย แต่ก็แลกมาด้วยอารมณ์การขับขี่ที่แตกต่างกันไป
ทั้งสองรุ่นใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความนุ่มนวลและความแม่นยำ
ช่วงล่างและการควบคุม: ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม สู่ความนิ่งเหนือชั้น
เมื่อเปรียบเทียบช่วงล่างของ W214 กับโฉมปัจจุบัน (W213) ผมสัมผัสได้ถึงการพัฒนาที่ชัดเจน แม้ว่าโฉมปัจจุบันจะยังคงมอบความคล่องตัวและความสนุกในการขับขี่ แต่ W214 ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านั้นไปอย่างสิ้นเชิง อาการโคลงเคลงของตัวถังขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง หรือการเปลี่ยนเลนอย่างกะทันหัน แทบไม่ปรากฏใน W214 รถมีความนิ่งมากในทุกจังหวะการเข้า-ออกโค้ง
แม้ว่าในประเทศออสเตรีย ผู้คนจะขับขี่อย่างมีระเบียบและไม่ค่อยมีการเปลี่ยนเลนกะทันหันนัก แต่ด้วยเส้นทางที่มีโค้งมากมาย ทั้งบนทางหลวงชนบทและบนภูเขา ทำให้ผมได้ทดสอบศักยภาพของรถได้อย่างเต็มที่ และต้องยอมรับว่า W214 ตอบสนองได้อย่างน่าประทับใจ
สำหรับ E300 e ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 ได้เพิ่มความจุแบตเตอรี่เป็น 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางสูงสุดถึง 115 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่พร้อมที่จะพึ่งพาจุดชาร์จสาธารณะ
ในด้านการชาร์จ E300 e รองรับการชาร์จแบบปกติ 11 กิโลวัตต์ และการชาร์จแบบเร็ว 55 กิโลวัตต์ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน
เส้นทางการทดสอบที่หลากหลาย ทั้งทางหลวง ทางชนบท เส้นทางบนภูเขา และการขับขี่ในเมืองที่ต้องเผชิญกับผู้คนจำนวนมาก รวมถึงการขับขี่ที่ต้องค่อยๆ คลานตามรถม้าท่องเที่ยว ทำให้ผมได้เห็นถึงความสามารถของ E-Class ใหม่ในการตอบสนองทุกอารมณ์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการขับแบบสปอร์ตที่เน้นสมรรถนะ หรือการขับแบบผ่อนคลายที่เน้นความสะดวกสบาย แม้ว่าตัวถังจะใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิมในทุกมิติก็ตาม
แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ สภาพถนนหนทาง ซึ่งที่ออสเตรียมีสภาพถนนที่เรียบกริบทั้งในเมืองและนอกเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินช่วงล่างเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสภาพถนนในประเทศไทย
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหรา ความสบาย และพื้นที่ที่เหนือกว่า
นอกเหนือจากสมรรถนะการขับขี่ที่ยกระดับขึ้นอย่างชัดเจน ภายในห้องโดยสารของ E-Class W214 ก็ได้รับการพัฒนาให้เหนือกว่าเดิมเช่นกัน ด้วยขนาดตัวถังและฐานล้อที่ยาวขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เบาะหลัง
จากการทดลองนั่งเบาะหลัง ผมพบว่ามีความสบายอย่างมาก นี่คือจุดขายสำคัญของ Mercedes-Benz เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series ที่หลายคนอาจชื่นชอบบุคลิกการขับขี่มากกว่า แต่หากคุณเป็นผู้บริหารที่ต้องนั่งเบาะหลังเป็นประจำ E-Class W214 จะมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าอย่างแน่นอน
เบาะนั่งมีความกระชับ องศาพนักพิงเหมาะสมกับการนั่งพักผ่อน พื้นที่วางขาเหลือเฟือ พื้นที่เหนือศีรษะและบริเวณเข่าก็กว้างขวาง พร้อมช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และช่องแอร์บริเวณเสา B ทั้งสองด้าน
ความสบายยังมาพร้อมกับความนิ่งของตัวรถขณะขับขี่ ไม่ว่าจะขับขี่ทั่วไป หรือขับเข้าโค้ง การโยนตัวของตัวถังที่ลดลงอย่างมาก ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลาย แม้ในจังหวะการเบรก ทั้งเบรกปกติ หรือเบรกกะทันหัน อาการหน้ายุบ ท้ายยกก็แทบไม่ปรากฏ
Mercedes-Benz ยังคงรักษาจุดเด่นในฐานะรถยนต์ที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้โดยสารเบาะหลังได้อย่างไร้ที่ติ และน่าจับตาดูว่าคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารเบาะหลังได้ดีเพียงใด
แน่นอนว่า เรายังต้องรอดูว่าเมื่อ E-Class W214 เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยสภาพถนนที่แตกต่างกัน ทั้งความขรุขระ คลื่น ลอน ร่อง และสภาพคอสะพาน จะส่งผลต่อประสบการณ์การขับขี่อย่างไรบ้าง แต่จากประสบการณ์กับ Mercedes-Benz C-Class รุ่นก่อนหน้านี้ที่สามารถจัดการกับสภาพถนนไทยได้ค่อนข้างน่าพอใจ ผมเชื่อว่า W214 ก็จะสามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้อย่างแน่นอน
สำหรับเบาะนั่งผู้ขับขี่ มีความนุ่มสบายแต่ยังคงความกระชับ ช่วยรองรับการขับขี่ในสไตล์สปอร์ตได้อย่างดี ตำแหน่งของอุปกรณ์ควบคุมต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย ทัศนวิสัยรอบคันดีเยี่ยม และสำหรับรุ่นที่มีระบบแสดงข้อมูลบนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display – HUD) ก็มีความคมชัดมาก สามารถแสดงข้อมูลการขับขี่และระบบนำทางได้อย่างครบถ้วน
อีกหนึ่งจุดเด่นที่ขาดไม่ได้คือระบบเสียง Burmester® พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos® ที่มอบมิติเสียงที่สมจริง ความละเอียดของเสียงที่คมชัด และยังสามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกออกไปก่อนที่จะปล่อยเสียงเพลงออกมา ซึ่งช่วยเสริมประสบการณ์การฟังเพลงได้อย่างเหนือชั้น
บทสรุป: ก้าวต่อไปของ E-Class สู่ความสมบูรณ์แบบ
จากการสัมผัสและทดลองขับ E-Class W214 ทำให้ผมมีความพึงพอใจอย่างมาก เพราะเป็นการยกระดับจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน ทุกมิติได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ ความสบายภายในห้องโดยสาร และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตอนนี้สิ่งที่ต้องลุ้นก็คือราคาจำหน่ายเมื่อเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าคงจะไม่นานเกินรอ
Mercedes-Benz GLE Facelift: สัมผัสความหรูหรา สมรรถนะเหนือชั้น ในร่าง SUV อเนกประสงค์
ในอีกมุมหนึ่ง Mercedes-Benz GLE ซึ่งเป็น SUV หรูที่ครองใจนักเลงรถมาอย่างยาวนาน ในร่างเจเนอเรชั่นที่ 4 (รหัสตัวถัง W167) ก็ได้มีการปรับโฉมครั้งใหญ่ (Facelift) เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งร่วมชาติอย่าง BMW X5 และ Audi Q7
Mercedes-Benz GLE Facelift ได้รับการปรับปรุงดีไซน์ภายนอก โดยเฉพาะบริเวณกระจังหน้าที่มีการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัย พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกที่โดดเด่น ชุดกันชนหน้าใหม่พร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ สอดรับกับโคมไฟหน้า LED high-performance หรือ MULTIBEAM LED ใหม่ที่ช่วยเสริมความดุดันให้กับรถ ด้านท้ายมีการปรับเปลี่ยนโคมไฟท้าย LED ใหม่ และมาพร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 20 และ 21 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารของ GLE Facelift มีการปรับดีไซน์พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้านใหม่ ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับรุ่น E-Class และ CLS ที่ปรับโฉมไปแล้ว แต่ยังคงรักษาองค์ประกอบที่ยอดเยี่ยมไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่มาพร้อมจอแสดงผล Digital widescreen cockpit ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอต่อเนื่องกัน ระบบแสดงผลข้อมูลบนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay™ และ Android Auto™ ช่อง USB Type C ทุกแถว ระบบควบคุมผ่าน Touchpad และไฟ Ambient Light 64 สี พร้อมบริการ ‘Mercedes me connect’
GLE Facelift ยังคงโดดเด่นด้วยห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เก็บสัมภาระ โดยสามารถเพิ่มพื้นที่ได้สูงสุดถึง 2,055 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวสองและสามลง
ในส่วนของขุมพลัง Mercedes-Benz GLE Facelift ยังคงมีทางเลือกที่หลากหลาย โดยยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร (GLE 300 d 4MATIC) ที่ให้กำลัง 245 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร ผสานพลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 (GLE 350 de 4MATIC) ที่ให้กำลังรวม 320 แรงม้า และวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 100 กม.
นอกจากนี้ยังมีรุ่นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง (GLE 450 4MATIC) ที่มาพร้อมระบบ EQ Boost ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า โดยทุกรุ่นส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
สำหรับประเทศไทย Mercedes-Benz GLE Facelift คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2565 โดยยังคงจำหน่ายรุ่นก่อนปรับโฉมด้วยขุมพลังดีเซลล้วน และดีเซลปลั๊กอินไฮบริด ในราคาเริ่มต้น 4.699 ล้านบาท
Mercedes-Benz A-Class 2023: ยนตรกรรม Entry Luxury ที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกวัน
Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้เปิดตัว The new A-Class โมเดลปี 2023 เจเนอเรชั่นที่ 4 ในรุ่น A 200 AMG Dynamic ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ยนตรกรรมระดับ Entry Luxury ภายใต้คอนเซ็ปต์ “CLASS FOR EVERY DAY” ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวในการขับขี่ ความหรูหราตามแบบฉบับ Mercedes-Benz และดีไซน์สปอร์ตซีดานยุคใหม่
The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร เทอร์โบ 4 สูบ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมระบบ Cylinder shut-off ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานด้วยลูกสูบเพียง 2 ลูก เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ (7G-DCT) แบบคลัตช์คู่ ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 8.3 วินาที
รถคันนี้ติดตั้งระบบเปลี่ยนเกียร์ Paddle shift ที่พวงมาลัย พร้อมโหมดการขับขี่ 4 แบบ (Eco, Comfort, Sport, Individual) และระบบช่วงล่างแบบ Lowered comfort suspension ที่มอบความนุ่มนวลในการขับขี่ รองรับการใช้น้ำมัน E85 และเป็นไปตามมาตรฐาน EURO 6 โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยสูงสุด 16.7 กิโลเมตรต่อลิตร
ดีไซน์ภายนอกของ The new A-Class โดดเด่นด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling กระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Star pattern radiator grille กระโปรงหน้าแบบ Power dome และระบบไฟหน้าใหม่แบบ LED High-Performance พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist
รุ่นล่าสุดเสริมระบบกุญแจ KEYLESS-GO ที่ช่วยให้สตาร์ทและล็อกรถได้ง่ายขึ้น และระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงหลังแบบ HANDS-FREE ACCESS พร้อมล้ออัลลอยด์ AMG 5-twin-spoke สีดำ ขนาด 18 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต หุ้มหนัง Nappa เบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สไตล์สปอร์ต ตัดสลับ MICROCUT microfibre สีดำ เดินด้ายสีแดง เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ และระบบดันหลัง 4 ทิศทาง
แผงหน้าปัดเป็นแบบ All-digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay™ และ Android Auto™ พร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวก อาทิ ระบบ DYNAMIC SELECT, THERMOTRONIC ระบบปรับอุณหภูมิแยก 2 โซน, ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย และช่อง USB Type-C 4 ช่อง
สร้างบรรยากาศที่พิเศษด้วยไฟ Ambient Light 64 เฉดสี และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟไฟฟ้า
ระบบปฏิบัติการมัลติมีเดีย MBUX เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด “MBUX7” มาพร้อม AI ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งาน และระบบสั่งการด้วยเสียง 27 ภาษา สามารถอัปเดตตัวเองผ่านสัญญาณไร้สาย LTE แบบ over the air และทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect
ด้านความปลอดภัย The new A-Class มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ครบครัน เช่น ระบบเบรก ADAPTIVE Brake, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน Active Break Assist, ระบบรักษาความเร็ว Cruise Control, ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Assist, ระบบช่วยจอด Active Parking Assist และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า ATTENTION ASSIST
The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,320,000 บาท มีให้เลือก 4 สี คือ สีขาว (Polar white), สีดำ (Cosmos black), สีเงิน (Iridium silver) และสีเทา (Mountain grey)
สำหรับผู้ที่สนใจในยนตรกรรม Mercedes-Benz ไม่ว่าจะเป็น E-Class W214 ที่ใกล้จะเปิดตัว, GLE Facelift อันทรงพลัง หรือ A-Class 2023 ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน โปรดติดต่อผู้จำหน่าย Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม ข้อเสนอสุดพิเศษ และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อันเหนือระดับด้วยตัวท่านเอง