
Mercedes-Benz E-Class W214: นิยามใหม่แห่งความหรูหราที่สมบูรณ์แบบ พร้อมก้าวสู่อนาคต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้สัมผัสกับวิวัฒนาการของยนตรกรรมหรูมากมาย แต่การได้ไปสัมผัส Mercedes-Benz E-Class รหัสตัวถัง W214 ใหม่ล่าสุดที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อไม่นานมานี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงจากรุ่น W213 หรือรุ่นปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ช่างน่าประทับใจในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย หรือภาษาการออกแบบที่ยกระดับสู่ความเรียบหรู สะอาดตา
การออกแบบที่สุนทรีย์ สู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
แนวคิดการออกแบบของ E-Class W214 ใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ Mercedes-Benz ในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ผสานความสง่างามและความทันสมัยได้อย่างลงตัว เส้นสายที่ลดทอนลง เน้นความโค้งมน และการลดรอยต่อต่างๆ ส่งผลให้ตัวรถดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว แต่ยังคงไว้ซึ่งความภูมิฐาน อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ กลิ่นอายของความล้ำสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่น EQS สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งสู่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
สำหรับตลาดประเทศไทย E-Class W214 ใหม่ มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2567 ผมเชื่อมั่นว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรูอย่างแน่นอน หากคุณเป็นผู้ที่พร้อมจะรอคอย ผมขอแนะนำให้ตั้งตารอการมาถึงของมัน แต่หากไม่สามารถรอได้ รุ่นปัจจุบันก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองความต้องการด้านการขับขี่และความสะดวกสบายได้อย่างน่าประทับใจ ทว่าก็ไม่อาจเทียบเคียงกับความสมบูรณ์แบบของรุ่นใหม่ที่จะมาถึงได้
ขุมพลังแห่งอนาคต: ทางเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้ขับขี่
Mercedes-Benz ยังคงอุบไต๋เกี่ยวกับรุ่นย่อยที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แต่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า จะประกอบไปด้วยรุ่น Plug-in Hybrid ที่เป็นหัวหอกในการทำตลาดในช่วงต้น โดยจะมาในรูปแบบรถยนต์ประกอบในประเทศ (CKD) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดไทยสำหรับแบรนด์นี้
จากการทดลองขับที่ออสเตรีย มีหลากหลายรุ่นให้ได้สัมผัส ตั้งแต่ E 200, E 300 e, E450 4Matic, E400 e 4 Matic, E220 d และ E300 de ผมมีโอกาสได้ทดลองขับถึง 3 รุ่นย่อย คือ E 300 e, E220 d และ E300 de ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งวันครึ่ง วันนี้ผมจะเน้นไปที่ E 300 e และ E220 d เป็นหลัก เนื่องจากเป็นสองรุ่นที่คาดว่าน่าจะได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย
E220 d: สมรรถนะอันทรงพลัง พร้อมมนต์เสน่ห์ของเครื่องยนต์ดีเซล
สำหรับ E220 d รุ่นนี้ ผมเชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล ยิ่งเมื่อทราบว่านี่อาจจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นสุดท้ายจาก Mercedes-Benz ความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของคงจะยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก การมองว่านี่คือจุดสูงสุดของวิวัฒนาการเครื่องยนต์ดีเซล ยิ่งทำให้มันมีความสมบูรณ์แบบในตัวเอง
เมื่อได้สัมผัสการขับขี่ เสียงเครื่องยนต์ที่ดังเข้ามาในห้องโดยสารนั้น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ มันกลับกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว แม้ในยามขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เสียงเครื่องยนต์จะฟังดูทุ้ม ลุ่มลึก แต่ยืนยันได้เลยว่าไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแต่อย่างใด
สมรรถนะของรถให้ความรู้สึกดุดัน การเรียกพละกำลังทำได้อย่างต่อเนื่อง จังหวะเร่งแซงทำได้อย่างรวดเร็ว และการไต่ระดับความเร็วขึ้นไปนั้นเป็นไปอย่างนุ่มนวล ต่อเนื่อง E220 d ไม่ได้มาพร้อมเครื่องยนต์เพียวๆ แต่ได้ผสานระบบ Mild Hybrid ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 48 โวลต์ มอเตอร์ตัวนี้ให้แรงบิดเสริม 205 นิวตันเมตร ในจังหวะที่ต้องการพละกำลังพิเศษ เช่น การออกตัว หรือการเร่งแซง
สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นไปอีกคือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ทำได้เฉลี่ยประมาณ 20 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือว่าน่าทึ่งมากสำหรับรถยนต์ในพิกัดนี้
E300 e: ความคล่องแคล่วที่มาพร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid
ในส่วนของ E300 e ซึ่งเป็นรุ่น Plug-in Hybrid ก็มีความคล่องแคล่วปราดเปรียวไม่แพ้กัน การไต่ระดับความเร็วและการเร่งแซงทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 127 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น
ทั้งสองขุมพลังสามารถตอบสนองการขับขี่ได้เป็นอย่างดี ความแตกต่างอยู่ที่อารมณ์ในการขับขี่ หากเป็น Plug-in Hybrid การกดคันเร่งจะมีความนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลอาจต้องออกแรงกดคันเร่งมากกว่ากันเล็กน้อย แต่ก็จะได้อารมณ์ในการขับขี่ที่แตกต่างออกไป
ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G TRONIC ที่ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ
ช่วงล่างที่เหนือชั้น: ความนิ่งที่สร้างความมั่นใจ
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงล่างของ E-Class รุ่นปัจจุบัน การเซ็ตอัพของ W214 ถือว่ามีการพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน จากการขับขี่รุ่นเดิมไปกลับกรุงเทพฯ-พัทยา ผมยังสัมผัสได้ถึงความคล่องตัวและความสนุกในการขับขี่ การเปลี่ยนเลนทำได้อย่างรวดเร็ว ช่วงล่างควบคุมเส้นทางได้ดี แต่ก็ยังมีอาการโยนตัวของตัวถังอยู่บ้างเมื่อใช้ความเร็วสูงในการเปลี่ยนช่องทาง
ทว่าสำหรับ W214 อาการเหล่านี้แทบจะไม่มีให้เห็น รถมีความนิ่งมากในการเข้า-ออกโค้ง การเปลี่ยนเลนที่น้อยกว่าในยุโรปเมื่อเทียบกับบ้านเรา อาจทำให้การทดสอบในด้านนี้ไม่เข้มข้นนัก แต่การขับผ่านทางโค้งที่คดเคี้ยวทั้งนอกเมืองและบนภูเขานั้น ช่วยให้สัมผัสถึงสมรรถนะที่เหนือกว่าได้อย่างเต็มที่
E300 e: พิสัยการขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่ไกลขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง
สำหรับ E300 e ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 มาพร้อมการเพิ่มความจุแบตเตอรี่เป็น 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ระยะทางสูงสุดถึง 115 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่พร้อมที่จะเผชิญกับข้อจำกัดของสถานีชาร์จสาธารณะ
การชาร์จไฟรองรับทั้งการชาร์จปกติ AC 11 กิโลวัตต์ และการชาร์จเร็ว DC 55 กิโลวัตต์ ซึ่งถือว่ามีความยืดหยุ่นสูง
เส้นทางการทดลองขับครอบคลุมหลากหลายสภาพถนน ทั้งทางหลวงชนบท เส้นทางบนภูเขา และสภาพการจราจรในเมืองที่ต้องปะปนไปกับผู้คน สภาพถนนในออสเตรียส่วนใหญ่มีความเรียบเนียนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อการรับรู้ถึงสมรรถนะของช่วงล่าง
ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายเหนือระดับ
นอกจากสมรรถนะการขับขี่ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว ภายในห้องโดยสารของ E-Class W214 ก็ได้รับการยกระดับเช่นกัน ขนาดตัวถังและระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความกว้างขวางมากขึ้น การนั่งเบาะหลังนั้นให้ความรู้สึกสบายอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ Mercedes-Benz มาโดยตลอดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series ในรุ่นก่อนๆ
เบาะนั่งโอบกระชับ องศาพนักพิงเหมาะสม ช่วยให้การนั่งผ่อนคลาย พื้นที่วางขาเหลือเฟือ พื้นที่เหนือศีรษะและบริเวณเข่าก็มีอย่างมาก ช่องแอร์ที่ตำแหน่งกลางและเสา B ทั้งสองด้าน ช่วยกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง
ความสบายยังมาพร้อมกับความนิ่งของรถ ทั้งในการขับขี่ทั่วไป หรือการเข้าโค้ง แม้จะต้องหักเลี้ยวตามเส้นทาง แต่การโยนตัวของตัวถังที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น จังหวะการเบรก ไม่ว่าจะเป็นการเบรกแบบปกติ หรือการเบรกกะทันหัน ก็ไม่ปรากฏอาการหน้าทิ่ม ท้ายยก ซึ่งยังคงรักษามาตรฐานความเป็นรถยนต์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังได้อย่างดีเยี่ยม
รอคอยการพิสูจน์ในสภาพถนนจริง
แน่นอนว่าเราต้องรอดูว่าเมื่อเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยสภาพถนนที่ไม่สมบูรณ์แบบนัก ทั้งหลุม บ่อ คลื่น ลอน ร่อง และลูกระนาด จะส่งผลต่อการขับขี่อย่างไร แต่จากประสบการณ์กับรุ่น C-Class ที่เคยทดลองขับก่อนหน้านี้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่า E-Class W214 จะสามารถรับมือกับสภาพถนนบ้านเราได้เป็นอย่างดี
เบาะนั่งของผู้ขับขี่ให้ความรู้สึกกระชับแต่ยังคงความนุ่มนวล ช่วยให้การขับขี่ในโหมดสปอร์ตเป็นไปอย่างมั่นใจ ตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ควบคุมง่าย ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีเยี่ยม และในรุ่นที่มีระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-Up Display – HUD) ก็มีความคมชัดสูง แสดงผลข้อมูลการขับขี่และระบบนำทางได้อย่างชัดเจน
ระบบเสียง Burmester® และ Digital Light
อีกหนึ่งจุดเด่นคือระบบเครื่องเสียง Burmester® ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Digital Light มอบรายละเอียดของเสียงที่ชัดเจน มิติเสียงลึก และยังมีความสามารถในการตัดเสียงรบกวนภายนอกก่อนที่จะปล่อยเสียงออกมา ทำให้ได้รับประสบการณ์การฟังเพลงที่เหนือระดับ
สรุป: การรอคอยที่คุ้มค่า
จากการทดลองขับและสัมผัสภายในห้องโดยสาร น่าประทับใจอย่างยิ่ง เพราะ E-Class W214 ใหม่นี้ มีการพัฒนาขึ้นจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน สิ่งที่ต้องลุ้นกันต่อไปคือราคาจำหน่ายเมื่อเข้ามาในประเทศไทย แต่ด้วยคุณสมบัติที่ได้รับการยกระดับในทุกมิติ การรอคอยนี้คุ้มค่าอย่างแน่นอน
Mercedes-Benz GLE Facelift: ความหรูหราสง่างามในร่าง SUV
นอกเหนือจาก E-Class แล้ว Mercedes-Benz ยังได้เปิดตัว Mercedes-Benz GLE Facelift รุ่นปรับโฉม ที่ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของแบรนด์ในกลุ่ม SUV หรู โดยรุ่นนี้เป็นการปรับโฉมครั้งแรกในรอบ 3 ปีของรหัสตัวถัง W167 การปรับปรุงดีไซน์ภายนอกเน้นความทันสมัยยิ่งขึ้น ตั้งแต่กระจังหน้าใหม่ ไฟหน้า LED high-performance หรือ MULTIBEAM LED ที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูดุดันยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED โคมใหม่ และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 20 และ 21 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารมีการปรับเปลี่ยนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านใหม่ให้เข้ากับดีไซน์ของ E-Class และ CLS รุ่นปรับโฉม ส่วนระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ยังคงความโดดเด่นด้วยจอแสดงผล Digital widescreen cockpit ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอ ระบบ Head-up display ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Apple CarPlay™ และ Android Auto™ ช่อง USB Type C ทุกแถว ระบบควบคุมด้วย Touchpad และไฟ Ambient Light 64 สี พร้อมบริการ ‘Mercedes me connect’
GLE Facelift ยังคงความโดดเด่นด้วยห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวางถึง 855 ลิตร และเพิ่มได้สูงสุดถึง 2,055 ลิตรเมื่อพับเบาะแถวสองและสามลง
ขุมพลังหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
GLE Facelift มาพร้อมขุมพลังที่หลากหลาย ประกอบด้วย:
GLE 300 d 4MATIC: เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร ให้กำลัง 245 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 7.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม.
GLE 350 de 4MATIC: เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร 194 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Plug-in Hybrid 136 แรงม้า แรงบิดรวม 700 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ 31.2 kWh ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 100 กม.
GLE 450 4MATIC: เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 6 สูบ 3.0 ลิตร 367 แรงม้า พร้อมระบบ EQ Boost จากมอเตอร์ไฟฟ้า 22 แรงม้า แรงบิดรวม 500 นิวตันเมตร
ทั้งสองรุ่นส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
สำหรับตลาดประเทศไทย Mercedes-Benz GLE Facelift รุ่นปัจจุบันยังคงจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 4.699 ล้านบาท
The New A-Class: ยนตรกรรม Entry Luxury สำหรับคนรุ่นใหม่
อีกหนึ่งรุ่นที่ Mercedes-Benz ได้เปิดตัวคือ The new A-Class โมเดลปี 2023 ในรุ่น A 200 AMG Dynamic ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของยนตรกรรมระดับ Entry Luxury ภายใต้คอนเซ็ปต์ “CLASS FOR EVERY DAY” ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวในการขับขี่ ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว หรูหราตามแบบฉบับ Mercedes-Benz
The new A-Class มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร เทอร์โบ 4 สูบ พัฒนาขึ้นใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมระบบ Cylinder shut-off ที่ช่วยประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-DCT แบบคลัตช์คู่ ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 8.3 วินาที
การตกแต่งภายนอกมาพร้อมชุดแต่ง AMG bodystyling กระจังหน้า Star pattern radiator grille โคมไฟหน้า LED High-Performance ดีไซน์ใหม่ พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist ระบบกุญแจ KEYLESS-GO และระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงหลัง HANDS-FREE ACCESS ล้ออัลลอยด์ AMG ดีไซน์สปอร์ต 5-twin-spoke ขนาด 18 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสไตล์สปอร์ต เบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สไตล์สปอร์ต สลับ MICROCUT microfibre สีดำ เดินด้ายสีแดง เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ระบบดันหลัง 4 ทิศทาง จอมาตรวัดแบบ All-digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay™ และ Android Auto™
นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวก อาทิ ระบบ DYNAMIC SELECT, ระบบปรับอากาศ THERMOTRONIC แยก 2 โซน, ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย, ไฟ Ambient Light 64 เฉดสี และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟไฟฟ้า
ระบบปฏิบัติการมัลติมีเดีย MBUX เจเนเรชั่นใหม่ล่าสุด “MBUX7” พร้อมระบบ AI ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้ขับขี่ รองรับการสั่งการด้วยเสียง 27 ภาษา และสามารถอัปเดตระบบได้แบบ Over-the-air (OTA) ผ่านสัญญาณ LTE ผสานการทำงานกับบริการ Mercedes me connect
The new A-Class มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ครบครัน อาทิ ระบบเบรก ADAPTIVE Brake, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน Active Break Assist, ระบบ Blind Spot Assist, Active Parking Assist และ ATTENTION ASSIST
The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,320,000 บาท มีสีตัวถังให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว Polar white, สีดำ Cosmos black, สีเงิน Iridium silver และสีเทา Mountain grey
สำหรับผู้ที่สนใจในยนตรกรรม Mercedes-Benz ทั้ง E-Class W214, GLE Facelift และ The new A-Class สามารถติดต่อผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ ได้แล้ววันนี้ เพื่อก้าวสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าไปพร้อมกัน