
Ferrari 12Cilindri: นิยามใหม่แห่งการออกแบบยนตรกรรมสุดหรู คว้า Car Design Award 2025
ในโลกแห่งยานยนต์ชั้นสูงที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและการออกแบบที่ไร้ขีดจำกัด มีเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่จะสามารถก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งระหว่างศิลปะและวิศวกรรม เพื่อสร้างความประทับใจตราตรึงแก่สายตาผู้คนและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รางวัล Car Design Award ถือเป็นหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดสำหรับวงการออกแบบยานยนต์ระดับโลก และในปี 2025 นี้ Ferrari 12Cilindri ซูเปอร์สปอร์ต GT รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Maranello ได้รับการยกย่องให้เป็นที่สุดแห่งการออกแบบในหมวด Production Cars สะท้อนถึงความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของแบรนด์ม้าลำพอง
Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือปรัชญาการออกแบบที่สืบทอดจิตวิญญาณแห่งตำนาน V12 ของ Ferrari เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคตได้อย่างลงตัว คณะกรรมการตัดสินได้กล่าวถึง Ferrari 12Cilindri ไว้อย่างน่าประทับใจว่า เป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสามารถอันโดดเด่นของ Ferrari ในการผสมผสานมรดกอันยาวนานเข้ากับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่เหมือนใคร
นี่คือ Ferrari คันที่ 5 ในประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ นับตั้งแต่ Car Design Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเป็นเลิศด้านการออกแบบที่สม่ำเสมอของ Ferrari มาอย่างยาวนาน
เบื้องหลังความสำเร็จ: พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติและการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญ
พิธีมอบรางวัล Car Design Award 2025 จัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum อันทรงคุณค่าในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรม Milan Design Week ซึ่งเป็นเวทีแสดงผลงานการออกแบบระดับโลกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง คุณ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ได้ขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในนามของทีมงานผู้ทุ่มเท ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการทำงานร่วมกันอย่างแข็งแกร่งและการอุทิศตนเพื่อความสมบูรณ์แบบของทีมดีไซน์ Ferrari
Car Design Award ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1984 โดยมีเป้าหมายอันชัดเจนในการเชิดชูโครงการออกแบบยานยนต์ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม ผู้ชนะจะได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ประกอบด้วยตัวแทนจากสื่อมวลชนยานยนต์ชั้นนำระดับนานาชาติ ซึ่งมีความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์แห่งการออกแบบยานยนต์และการประเมินคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์และนวัตกรรม
เกียรติประวัติแห่งชัยชนะ: Ferrari รุ่นใดบ้างที่เคยได้รับ Car Design Award?
ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ Ferrari ได้สร้างประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจในเวที Car Design Award โดยเฉพาะในหมวด Production Cars ที่เน้นย้ำถึงการออกแบบที่สามารถนำไปผลิตจริงและประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ ได้แก่:
Ferrari Testarossa (1985): ไอคอนแห่งยุค 80 ที่ยังคงเป็นที่จดจำจนถึงปัจจุบัน
Ferrari Roma (2020): การตีความใหม่ของ La Nuova Dolce Vita ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว
Ferrari 296 GTB (2022): การผสมผสานขุมพลัง Plug-in Hybrid V6 เข้ากับการออกแบบที่ล้ำสมัย
Ferrari Purosangue (2023): นิยามใหม่ของรถยนต์ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ที่ยังคงจิตวิญญาณความเป็น Ferrari ไว้อย่างครบถ้วน
Ferrari 12Cilindri (2025): การกลับมาของขุมพลัง V12 อันเป็นที่รักในรูปลักษณ์ที่ก้าวล้ำ
ไม่เพียงเท่านั้น ในปีเดียวกับที่ Purosangue ได้รับรางวัล ทีมออกแบบของ Ferrari ยังได้รับอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติในหมวด Brand Design Language ซึ่งเป็นการยกย่องความสามารถของ Ferrari ในการรักษาและพัฒนากลุ่มภาษาการออกแบบของแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งและสอดคล้องกันในทุกรุ่น
คณะกรรมการ ADI (Associazione per il Design Industriale) ซึ่งเป็นผู้จัดงาน ได้ให้เหตุผลในการคัดเลือก Ferrari 12Cilindri ไว้ว่า:
“ดีไซน์ของ Ferrari 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ในยุค 50 และ 60 ได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านการตีความและปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน การพัฒนาด้านแอโรไดนามิกส์ไม่ได้อาศัยเพียงประสบการณ์ที่สั่งสมมาเท่านั้น แต่ยังใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นแกนหลักในการสร้างสรรค์
“สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์ ได้ผลักดันให้โครงการนี้สามารถผสานสองจิตวิญญาณที่โดดเด่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ ความสปอร์ตที่ไร้ขีดจำกัดและความหรูหราที่เหนือระดับ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่ก้าวข้ามทุกความคาดหมาย”
Ferrari 12Cilindri: การออกแบบที่สะท้อนอดีต สู่อนาคตแห่งยนตรกรรม
เมื่อพูดถึง Ferrari 12Cilindri เรากำลังพูดถึงผลงานชิ้นเอกที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากรถยนต์ Gran Turismo ระดับตำนานของ Ferrari ในช่วงทศวรรษที่ 1950 และ 1960 รถคันนี้สืบทอดภารกิจอันยิ่งใหญ่ของรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง 2 ที่นั่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Ferrari V12 สู่ยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านของการออกแบบที่สง่างาม ความอเนกประสงค์ในการใช้งาน และสมรรถนะที่เหนือกว่าใคร
รูปลักษณ์ภายนอก: เส้นสายแห่งพละกำลังและความสง่างาม
รูปลักษณ์ภายนอกของ Ferrari 12Cilindri สะท้อนถึงความสปอร์ตที่เต็มเปี่ยม ความหรูหราที่ประณีต และความละเมียดละไมในทุกเส้นสาย ตัวถังที่เรียบง่ายแต่ซ่อนเร้นไว้ซึ่งพละกำลังอันมหาศาล ผสานเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยอย่างลงตัว:
แอโรไดนามิกส์แบบแอคทีฟ (Active Aerodynamics): ผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน กลมกลืนกับรูปทรงโดยรวม ไม่ใช่เพียงแค่การตกแต่ง แต่คือการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง (Reverse Opening Hood): เผยให้เห็นถึงความงดงามของขุมพลัง V12 ที่อยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้า อันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความน่าเกรงขาม
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari V12 ที่ส่งเสียงคำรามอันทรงพลัง สร้างอารมณ์ความเร้าใจในทุกการขับขี่
องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Ferrari ในการยกระดับมรดกอันล้ำค่าให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบที่โดดเด่นเหนือใคร สมรรถนะที่เหนือชั้น และความสะดวกสบายในการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อแรกเห็น Ferrari 12Cilindri หลายคนอาจรู้สึกคุ้นตา แต่มีความแตกต่างจากรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด การออกแบบด้านหน้า โดยเฉพาะมุมตรง มีความคล้ายคลึงกับ Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในอดีตอย่างน่าทึ่ง ในขณะที่เส้นสายด้านข้างบริเวณประตูมีความโค้งมน กลมกลึง ต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่มักจะเน้นความดุดันและสปอร์ตอย่างชัดเจน
Ferrari 12Cilindri มีกลิ่นอายของความเป็น Ferrari F80 อยู่บ้าง ซึ่งทำให้รถดูมีความกระชับ เรียบหรู และมีเส้นสายที่โค้งมนอย่างมีกล้ามเนื้อตามสไตล์ Ferrari ในยุค 50s และ 60s ซึ่งแตกต่างจาก F80 ที่เน้นความดุดันมากกว่า ด้านหน้าของ 12Cilindri ใช้ชุดไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ด้านล่างมี Daytime Running Lights (DRL) คาดด้วยแถบสีดำเงาพร้อมวางโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กไว้ตรงกลาง สร้างความรู้สึกแบบ Retro ที่เปี่ยมเสน่ห์
กระจังหน้าเป็นแบบตะแกรงสีดำมันเงา พร้อมติดตั้งเซ็นเซอร์บริเวณกึ่งกลาง เพื่อรองรับการรับลมเข้าไประบายความร้อนของเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ด้านหน้า ฝากระโปรงหน้ามีความยาวเช่นเดียวกับ Ferrari 812 Superfast อันเนื่องมาจากขุมพลัง V12 NA ที่อาจเป็นขุมพลัง V12 รุ่นสุดท้ายของ Ferrari ก็เป็นได้
เมื่อมองที่ด้านข้าง จะเห็นความโค้งมนราวกับกล้ามเนื้อที่ชัดเจน บริเวณโป่งล้อหน้า แท้จริงแล้วคือดีไซน์ของฝากระโปรงหน้าที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะโอบอุ้มล้อหน้า สร้างมิติแบบกล้ามเนื้อเหมือน Ferrari ในอดีต ใต้โป่งล้อบริเวณหลังล้อหน้า มีช่องระบายอากาศที่ออกแบบมาเพื่อจัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อให้ไหลออกทางด้านข้างของตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ 12Cilindri แตกต่างจาก 812 Superfast ที่เน้นความสปอร์ตเฉี่ยวคมอย่างสุดขั้ว
ล้อของ Ferrari 12Cilindri มาพร้อมยางหน้าขนาด 275/35 R21 และยางหลังขนาด 315/35 R21 การมองเห็นล้อขนาดใหญ่กับยางที่ดูไม่หนามาก อาจทำให้หลายคนกังวลเรื่องความแข็งกระด้าง แต่จากการทดสอบจริง กลับสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ระบบเบรกด้านหน้าเป็นขนาด 398 x 223 x 38 มม. และด้านหลัง 360 x 233 x 32 มม. มาพร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
ระบบเบรกของ 12Cilindri ยกชุดมาจากรถรุ่นท็อปของค่ายอย่าง SF90 และ 296 GTB เป็นระบบเบรกแบบ Brake-by-wire ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo ที่ช่วยให้การเบรกมีความแม่นยำสูง แม้จะเบรกซ้ำๆ ติดต่อกันหลายครั้ง และระบบ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้า-หลังเพื่อการเข้าโค้งที่เฉียบคม
นอกจากนี้ ยังมีระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถคันนี้ได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์
ด้านท้ายของ Ferrari 12Cilindri ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอาย Retro ได้อย่างลงตัว ด้านท้ายดูแบนราบคล้ายกับ SF90 แต่เมื่อมองที่ชุดไฟท้าย จะมีความคล้ายคลึงกับ Roma อยู่บ้าง ดิฟฟิวเซอร์ด้านล่างขนาดใหญ่ช่วยรีดอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องยอมรับว่าการออกแบบส่วนท้ายนี้สวยงามลงตัวและมีความร่วมสมัยอย่างแท้จริง
บริเวณฝากระโปรงท้ายเป็นแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการออกแบบที่สร้างเป็น Ducktail เล็กๆ ที่ด้านท้าย แต่จริงๆ แล้ว บริเวณปีกซ้ายและขวาของส่วนท้าย มีสปอยเลอร์แบบ Active ซ่อนอยู่ ซึ่งจะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้ตัวรถมีความนิ่งสงบเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายเพียงพอสำหรับการเดินทางระยะสั้น สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดกลางได้ 1 ใบ และกระเป๋าเป้เล็กๆ อีก 1 ใบ
ภายในห้องโดยสาร: สัมผัสแห่งความหรูหราและความเป็นส่วนตัว
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ต GT รุ่นเรือธงจาก Ferrari การออกแบบสไตล์ Dual Cockpit สร้างความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัวแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร คอนโซลกลางและห้องโดยสารใช้วัสดุคุณภาพสูง ทั้งหนังแท้, หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ การแบ่งพื้นที่คอนโซลออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
จุดเด่นของคอนโซลกลางคือชุดหน้าจอแสดงผล 3 ชุด ประกอบด้วย:
หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว: แสดงข้อมูลการขับขี่ที่ครบถ้วน
หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว: รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงผลข้อมูลต่างๆ รวมถึงสมรรถนะของตัวรถ
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว: ผู้โดยสารสามารถดูข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้เช่นเดียวกับฝั่งผู้ขับขี่ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Co-Driver
นอกจากนี้ ใต้หน้าจอกลางยังประดับด้วยป้ายรุ่น 12Cilindri พร้อมชุดเครื่องเสียง Burmester Audio System 15 ลำโพง เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่สมบูรณ์แบบ
พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อม Paddle Shift ที่ Ferrari ได้รวมทุกฟังก์ชันการควบคุมไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสตาร์ท, ปุ่มปรับโหมดการขับขี่, ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับทุกอย่างได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ซึ่งเป็นดีไซน์ที่พบได้ในรถรุ่นเรือธงหลายๆ รุ่นของ Ferrari เช่น SF90
ในส่วนของคันเกียร์ มีที่วางแก้วน้ำ 1 ตำแหน่ง หากไม่เพียงพอ ด้านข้างประตูทั้งสองฝั่งก็มีช่องสำหรับวางขวดน้ำได้เช่นกัน ตัวเกียร์เป็นแบบอัตโนมัติที่ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับคันเกียร์แบบแมนนวล Retro ของ Ferrari ในอดีต โดยการโยกคันโยกเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนเกียร์ ถัดลงมาเป็นพื้นที่สำหรับวางกุญแจ บริเวณนี้มีปุ่มเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้า และในรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาเพิ่มเข้ามา
เบาะนั่งเป็นทรงสปอร์ต ให้ความรู้สึกเหมือนรถแข่งสไตล์ GT ที่มีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ตัววัสดุหุ้มเบาะสามารถเลือกได้ระหว่างหนังแท้ หรือหนัง Alcantara ตามออปชั่นที่ลูกค้าเลือก ที่พักแขนตรงกลางอาจดูเล็กไปบ้าง แต่สามารถเปิดออกเพื่อเก็บของได้ บริเวณเท้าฝั่งผู้โดยสาร มีแป้นรองรับเท้ามาให้เพื่อความสบายในการเดินทาง
ขุมพลัง V12 อันทรงพลัง: หัวใจที่เต้นแรงของ Ferrari 12Cindri
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Ferrari 12Cilindri โดดเด่นยิ่งขึ้น คือขุมพลัง V12 ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรุ่น 812 Superfast โดยมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงให้เป็นไทเทเนียม เพื่อลดน้ำหนัก ทำให้สามารถหมุนได้ดีขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ นอกจากนี้ ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง
Ferrari ยังได้นำเทคโนโลยีจากการแข่งขัน Formula 1 มาปรับใช้ในการผลิตเครื่องยนต์นี้ รวมถึงการเคลือบผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating เพื่อลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ และเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้สูงสุด
Ferrari 12Cilindri มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) วางหน้าค่อนกลาง ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection แรงอัด 350 บาร์ ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที
กำลังทั้งหมดส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ลูกใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที (รุ่น Coupe) / 2.95 วินาที (รุ่น Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที (รุ่น Coupe) / 8.2 วินาที (รุ่น Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: 1,560 กก. (รุ่น Coupe) / 1,620 กก. (รุ่น Spider)
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6
มิติตัวถัง: ความลงตัวระหว่างขนาดและความคล่องตัว
ตัวถังและแชสซีส์ของ Ferrari 12Cilindri ได้รับการพัฒนาใหม่ให้สามารถซับเสียงได้ดียิ่งขึ้น และมีความแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักตัวถังไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์
มิติตัวถังของ Ferrari 12Cilindri มีดังนี้:
ความยาว: 4,733 มม.
ความกว้าง: 2,176 มม.
ความสูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
การที่ตัวถังมีน้ำหนักเบาและแข็งแรงขึ้น ทำให้ Ferrari สามารถปรับแต่งระบบช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลมากขึ้นได้ อีกทั้งยังมีการปรับระยะฐานล้อให้สั้นลงเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่และความกระฉับกระเฉง แต่การที่ความสูงและความกว้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้รถขับใช้งานได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน แม้ว่าความยาวของตัวรถอาจจะต้องใช้เวลาในการกะระยะในการจอดสักเล็กน้อย
Ferrari 12Cilindri Spider: ประสบการณ์เปิดประทุนสุดเร้าใจ
ในการทดลองขับครั้งนี้ เราได้รับประสบการณ์สุดพิเศษกับการขับ Ferrari 12Cilindri Spider รุ่นหลังคาเปิดประทุน ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งเล็กน้อย
หลังคาของรุ่น Spider เป็นแบบหลังคาแข็งพับเก็บได้ ซึ่งสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถทำงานได้ขณะขับขี่หากความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. ดีไซน์ด้านหลังของรุ่น Spider จะมีความลาดเอียงลง พร้อมเว้าตรงกลางและมีกระจกกั้น ซึ่งจะเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อมีการใช้งานหลังคา
การเพิ่มระบบหลังคาแบบ Spider ทำให้มีน้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้น โดยรุ่น Spider จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1,620 กก. มากกว่ารุ่นหลังคาแข็ง 60 กก. แต่การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักและดีไซน์ที่แตกต่างกันเล็กน้อย มีผลต่อสมรรถนะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 2.95 วินาที ช้ากว่ารุ่นปกติเพียง 0.05 วินาที
รถที่เราทดลองขับเป็นรุ่นที่ได้รับการเพิ่มออปชั่นพิเศษ เช่น พาร์ทคาร์บอนรอบคัน, เบาะ และล้อ ซึ่งออปชั่นเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะโดยตรง ทำให้มั่นใจได้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับ จะใกล้เคียงกับรถรุ่นมาตรฐานที่ออกจากโรงงาน
Ferrari 12Cilindri Spider: สุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์
การทดสอบ Ferrari 12Cilindri Spider ครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสนามแข่งที่ผสมผสานความเป็นสตรีทเซอร์กิตเล็กน้อย ตัวรถมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 5 โหมด เราเลือกทดสอบในโหมด Sport สนามประกอบด้วยทางตรงยาว 2 เส้นทาง, โค้งกว้าง 4-5 โค้ง และโค้งแคบอีกนับไม่ถ้วน การจัดวางไลน์เช่นนี้ ทำให้เราสามารถสัมผัสถึงสมรรถนะของรถได้อย่างเต็มที่
เราเริ่มต้นการทดสอบด้วยการนั่งเป็นผู้โดยสารในรอบแรก โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ขับ “พี่แกซัดไม่เลี้ยง” ขับได้อย่างดุดันราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ Fast and Furious แต่ถึงกระนั้น ขณะที่นั่งอยู่เบาะผู้โดยสาร ก็สามารถรับรู้ได้ว่ารถยังคงควบคุมได้ทุกโค้ง! และเพียงแค่ฟังเสียงเครื่องยนต์และเสียงเกียร์ ก็สัมผัสได้ถึงการตอบสนองที่รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง
เมื่อถึงรอบที่เราได้เป็นผู้ขับเอง โดยมีเจ้าหน้าที่นั่งประกบคู่ไปด้วย ความรู้สึกในการขับขี่นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตอนที่นั่งเป็นผู้โดยสาร ตำแหน่งการขับขี่ที่ตอนแรกคิดว่าอาจจะนั่งลำบากและเมื่อยล้า กลับกลายเป็นตำแหน่งที่สบายมาก และให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม มองเห็นได้ชัดเจนทุกตำแหน่ง แม้ว่าตัวรถจะมีฝากระโปรงหน้าที่ยาว อาจทำให้ต้องใช้เวลาในการกะระยะในช่วงแรก แต่ตำแหน่งการนั่งที่ดีช่วยให้มองเห็นฝากระโปรงหน้าได้ ทำให้การกะระยะไม่ยากอย่างที่คาดคิด
เมื่อทดลองเบรกอย่างรุนแรงในช่วงทางตรง รู้สึกได้ถึงการพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงลากรอบอันไพเราะของเครื่องยนต์ V12 NA เป็นความรู้สึกที่เร้าใจ แต่เป็นความเร้าใจที่แฝงไปด้วยความหรูหรา เพราะความไหลลื่นของเกียร์ลูกใหม่นั้นนุ่มนวลจนน่าประหลาดใจ
แต่เมื่อได้สัมผัสกับการเบรกอย่างหนักหน่วง กลับให้ความรู้สึกที่เร้าใจยิ่งกว่าการเหยียบคันเร่ง ระบบเบรกขนาดใหญ่แน่นอนว่าสามารถหยุดรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 นั้นทำงานได้ดีเยี่ยม มันทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ช่วยให้รถชะลอความเร็วลงได้อย่างแนบเนียน ไม่ค่อยกระชากนัก และยังมีการทำงานของ Engine Brake เข้ามาช่วยเสริม
เมื่อเหยียบคันเร่งเพื่อเบรกอย่างรุนแรง เกียร์จะทำการชิฟท์ดาวน์ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Engine Brake เข้ามามีบทบาทช่วยให้การขับขี่และการเบรกมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น จุดเด่นสำคัญคือการทำงานของเกียร์ที่รวดเร็ว ทำให้เสียงเครื่องยนต์เร้าใจอย่างมากทุกครั้งที่ทำการตบเกียร์ลง
ช่วงล่างและการเข้าโค้ง: ความนุ่มนวลที่คาดไม่ถึง
เรื่องช่วงล่างและการเข้าโค้งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด หากพิจารณาจากรายละเอียดการออกแบบภายนอก ใครๆ ก็คาดหวังว่ารถคันนี้จะต้องนั่งลำบาก ขับยาก และแข็งกระด้างแน่นอน แต่ในความเป็นจริง มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง!
เมื่อได้ลองเข้าโค้งอย่างหนักหน่วงจนท้ายเริ่มสะบัด ก็จะพบว่ารถคันนี้มีความนุ่มนวลอย่างน่าทึ่ง เป็นความรู้สึก “เฟิร์มติดนุ่มหนึบ” ที่บวกกับตำแหน่งการนั่งที่ดี ทำให้สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า 12Cilindri จะเป็น Supercar ที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง การขับขี่บนยางที่ดูบาง แต่ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถที่ใช้ยางหนาๆ ได้ ถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก
เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รู้สึกได้ถึงความนุ่มหนึบที่เกาะถนน ราวกับว่าล้อกำลังดูดพื้นไว้ตลอดเวลา หากท้ายรถมีอาการสะบัดออก ระบบก็สามารถดึงกลับเข้าที่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายใดๆ แต่กลับรู้สึกสนุกและมั่นใจกับรถคันนี้เป็นอย่างมาก
ด้วยระยะฐานล้อที่สั้นกว่า 812 Superfast ผสานกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถมีความคล่องตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตัวถังที่แข็งแรงขึ้น และระยะใต้ท้องรถที่สูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้ Ferrari สามารถเซ็ตอัพรถคันนี้ออกมาได้ลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างแท้จริง Ferrari 12Cilindri เป็นรถ Supercar สไตล์ GT ที่ได้รับการเซ็ตช่วงล่างได้ดีเยี่ยม สามารถขับขี่ได้ทุกวัน และใช้เป็นรถบ้านได้อย่างสบาย (หากคุณไม่กังวลกับค่าน้ำมัน)
Ferrari 12Cilindri คือนิยามใหม่แห่งยนตรกรรมสุดหรู ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์อันยาวนานเข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างไร้ที่ติ หากคุณกำลังมองหารถซูเปอร์สปอร์ต GT ที่มอบทั้งความหรูหรา สมรรถนะอันเหนือชั้น และดีไซน์ที่เป็นอมตะ Ferrari 12Cilindri คือคำตอบที่คุณไม่ควรพลาด ก้าวสู่โลกแห่งประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับไปกับ Ferrari แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมม้าลำพองถึงยังคงเป็นที่สุดแห่งวงการยานยนต์ตลอดกาล
สัมผัสประสบการณ์ Ferrari 12Cilindri ด้วยตัวคุณเอง!
หากคุณปรารถนาที่จะสัมผัสกับสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด ความหรูหราที่เหนือระดับ และการออกแบบอันเป็นอมตะของ Ferrari 12Cilindri หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของรถยนต์ Ferrari สุดพิเศษคันนี้ กรุณาติดต่อผู้แทนจำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการในประเทศไทย หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อค้นพบโลกแห่ง Ferrari ที่รอคุณอยู่.