
Ferrari 12Cilindri: นิยามใหม่แห่งการออกแบบยานยนต์ คว้า Car Design Award 2025
ในวงการยานยนต์ระดับโลก ชื่อของ Ferrari มักจะผูกพันกับสมรรถนะอันดุดัน ดีไซน์ที่เร้าใจ และมรดกแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่สำหรับปี 2025 นี้ Ferrari ได้ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการออกแบบอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Car Design Award อันทรงเกียรติ ในสาขา Production Cars จากผลงานชิ้นโบว์แดงนามว่า Ferrari 12Cilindri รางวัลนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องความสำเร็จด้านการออกแบบเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่สามารถเชื่อมโยงอดีตอันรุ่งโรจน์เข้ากับอนาคตอันก้าวล้ำได้อย่างลงตัว
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมมองว่ารางวัล Car Design Award เป็นหนึ่งในเครื่องหมายการันตีคุณภาพด้านการออกแบบที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรม การที่ Ferrari 12Cilindri สามารถคว้ารางวัลนี้ไปได้ ยิ่งเป็นการยืนยันถึงความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมที่ Ferrari ได้ใส่ไว้ในรถยนต์รุ่นล่าสุดนี้อย่างแท้จริง
Car Design Award: รางวัลแห่งนวัตกรรมและสุนทรียภาพยานยนต์
Car Design Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดยมีเป้าหมายอันชัดเจน คือการเชิดชูผลงานการออกแบบยานยนต์ที่สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการพัฒนาของอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้า รางวัลนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยผู้ชนะจะถูกคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยสื่อมวลชนยานยนต์ชั้นนำจากทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของกระบวนการตัดสิน
พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้จัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week ที่มีชื่อเสียงระดับโลก การที่ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ได้ขึ้นรับรางวัลในนามทีมออกแบบ แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจและความทุ่มเทของบุคลากรทุกคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้
Ferrari 12Cilindri: สะพานเชื่อมจากอดีตสู่อนาคต
คำนิยามจากคณะกรรมการที่ว่า Ferrari 12Cilindri คือ “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง การออกแบบรถยนต์รุ่นนี้เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างจิตวิญญาณของรถ Ferrari V12 ในยุคคลาสสิก กับเทคโนโลยีและแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน
การได้รับรางวัลนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของ Ferrari ในเวที Car Design Award นับตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา Ferrari ได้คว้ารางวัลนี้ไปแล้วถึง 5 รุ่นในหมวด Production Cars ซึ่งประกอบด้วย:
Ferrari Testarossa (1985): รถสปอร์ตไอคอนแห่งยุค 80 ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์
Ferrari Roma (2020): การตีความ Gran Turismo สมัยใหม่ ด้วยเส้นสายที่สง่างามเหนือกาลเวลา
Ferrari 296 GTB (2022): การนำเสนอสมรรถนะไฮบริด V6 ที่ผสานกับดีไซน์ที่ล้ำสมัย
Ferrari Purosangue (2023): การก้าวข้ามขีดจำกัดของนิยามรถยนต์สปอร์ต ด้วย DNA ของ Ferrari ในรูปแบบ SUV
Ferrari 12Cilindri (2025): ผลงานชิ้นล่าสุดที่แสดงถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมออกแบบของ Ferrari ยังได้รับอีกหนึ่งรางวัลในหมวด Brand Design Language ในปีเดียวกับ Purosangue จากผลงานการออกแบบในภาพรวม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสม่ำเสมอของเอกลักษณ์แบรนด์ Ferrari ในทุกมิติ
แก่นแท้แห่งการออกแบบ: Ferrari 12Cilindri
Ferrari 12Cilindri ได้รับแรงบันดาลใจอันลึกซึ้งจากรถ Gran Turismo ในตำนานของ Ferrari ยุคทศวรรษ 1950 และ 1960 โดยมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดจิตวิญญาณของรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางหน้า แบบ 2 ที่นั่ง ที่เป็นหัวใจสำคัญของ Ferrari V12 สู่ยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือรถที่ผสานความสง่างามของดีไซน์ ความอเนกประสงค์ในการใช้งาน และสมรรถนะอันไร้ที่ติ
รูปลักษณ์ภายนอก: การผสมผสานความคลาสสิกและเทคโนโลยี
เมื่อแรกเห็น Ferrari 12Cilindri สิ่งที่สัมผัสได้คือความลงตัวระหว่างความสปอร์ต ความหรูหรา และความละเมียดละไมของเส้นสาย ตัวถังที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยพละกำลังอันมหาศาล เป็นผลมาจากการผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ากับการออกแบบที่เหนือกาลเวลา
แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ: เทคโนโลยีนี้ถูกผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุม แต่ยังคงเส้นสายที่สวยงามของตัวถังไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง: การออกแบบที่ชาญฉลาดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความน่าสนใจ แต่ยังเผยให้เห็นถึงความงามสง่าของขุมพลัง V12 ที่อยู่ภายใน
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: เอกลักษณ์ที่สืบทอดมาจาก Ferrari V12 ยุคคลาสสิก ถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคปัจจุบันอย่างมีสไตล์
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ Ferrari 12Cilindri ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของมรดก Ferrari ในทุกมิติ ทั้งด้านการดีไซน์ สมรรถนะที่เหนือชั้น และความสะดวกสบายในการขับขี่
การเปรียบเทียบดีไซน์: เส้นสายที่สืบทอดและพัฒนา
หลายคนอาจจะมองเห็นความคล้ายคลึงกับ Ferrari F80 ในมุมมองบางมุม ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ Ferrari 12Cilindri ได้นำเสนอเอกลักษณ์ที่แตกต่างออกไป ด้านหน้าของรถเมื่อมองตรง มีดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึง Ferrari 365 GTB/4 Daytona อันเป็นที่รักในอดีต ขณะที่เส้นสายด้านข้างบริเวณประตู มีความโค้งมนละมุนกว่ารุ่นก่อนๆ ที่มักจะเน้นความดุดันสปอร์ต
Ferrari 12Cilindri นำเสนอ “กลิ่นอาย” ของ F80 ที่ทำให้รถดูมีความกระชับ เรียบหรู และโค้งมน มีมัดกล้ามเนื้อที่สืบทอดมาจาก Ferrari ในยุค 50s-60s ซึ่งแตกต่างจาก F80 ที่เน้นความดุดันมากกว่า ด้านหน้าของ 12Cilindri โดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ซ่อน DRL ไว้ด้านล่าง พร้อมแถบสีดำคาดด้านหน้า วางโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กไว้ตรงกลาง เพิ่มความรู้สึกแบบเรโทรได้อย่างลงตัว
กระจังหน้าเป็นแบบตะแกรงสีดำ พร้อมเซ็นเซอร์ตรงกลาง ซึ่งออกแบบมาเพื่อรับลมเย็นเข้าสู่เครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใต้ฝากระโปรง ฝากระโปรงหน้าที่ยาวมีช่องระบายอากาศสองช่อง สะท้อนถึงตำแหน่งของเครื่องยนต์ V12 NA ซึ่งอาจเป็นเครื่องยนต์ V12 รุ่นสุดท้ายของ Ferrari เครื่องยนต์เบนซิน V12 NA (Naturally Aspirated) ขนาด 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที พร้อมระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิง Direct Injection แรงอัด 350 บาร์
เมื่อมองที่ด้านข้าง จะเห็นเส้นสายที่โค้งมนราวกับมัดกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน บริเวณโป่งล้อหน้า เป็นการออกแบบที่ชาญฉลาด โดยฝากระโปรงหน้าถูกออกแบบให้ลดระดับลงมาคลุมเป็นส่วนหนึ่งของโป่งล้อ สร้างมิติแบบมัดกล้ามเนื้อเหมือน Ferrari ในอดีต ใต้โป่งล้อบริเวณหลังล้อหน้า มีช่องระบายลมที่ช่วยจัดการการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อให้ไหลออกด้านข้างตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดเหล่านี้แตกต่างจาก Ferrari 812 Superfast ซึ่งจะเน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวเป็นพิเศษ
ล้อ ยาง และระบบเบรก: สมรรถนะที่ได้รับการถ่ายทอด
Ferrari 12Cilindri มาพร้อมล้อขนาดใหญ่ หน้า 275/35 R21 J10.0 และหลัง 315/35 R21 J11.5 ยางหน้ากว้างให้การยึดเกาะที่ดีเยี่ยม แม้หลายคนอาจจะกังวลเรื่องความแข็งกระด้าง แต่จากการสัมผัสจริง ยืนยันได้เลยว่าความสบายในการขับขี่ยังคงเป็นจุดเด่น
ระบบเบรกได้รับการถ่ายทอดมาจากรถรุ่นท็อปของค่ายอย่าง SF90 และ 296 ประกอบด้วยจานเบรกขนาดใหญ่ ด้านหน้า 398 x 223 x 38 มม. และด้านหลัง 360 x 233 x 32 มม. มาพร้อมระบบเบรกแบบ Brake-by-wire ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo ที่ช่วยให้การเบรกแม่นยำ แม้จะมีการเบรกซ้ำๆ ติดต่อกัน ระบบ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ควบคุมมุมล้อหน้า-หลังได้อย่างเฉียบคม เพื่อการเข้าโค้งที่แม่นยำยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์
ท้ายรถ: การผสมผสานความทันสมัยและความคลาสสิก
ท้ายรถของ Ferrari 12Cilindri นำเสนอความทันสมัยที่แฝงด้วยกลิ่นอายความเรโทร มีลักษณะแบนราบคล้าย SF90 แต่เมื่อมองที่ไฟท้าย จะมีความคล้ายคลึงกับ Ferrari Roma ดิฟฟิวเซอร์ด้านล่างขนาดใหญ่ช่วยเรื่องการรีดอากาศ ทำให้ท้ายรถดูมีความสมดุลและสวยงามลงตัว
บริเวณฝากระโปรงท้ายเป็นแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้า ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับ “ducktail” เล็กๆ ที่ด้านท้าย แต่ที่จริงแล้วปีกด้านซ้ายและขวา มีสปอยเลอร์แบบ Active ซ่อนอยู่ ซึ่งจะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 60 กม./ชม. เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้รถมีความนิ่งและมั่นคงยิ่งขึ้น
พื้นที่เก็บสัมภาระด้านในเพียงพอสำหรับการเดินทางระยะสั้น สามารถจัดเก็บกระเป๋าเดินทางขนาด 1 ใบ และกระเป๋าเป้เล็กๆ อีก 1 ใบ
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราและความเป็นส่วนตัว
ภายในห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri เน้นการใช้วัสดุพรีเมียมตามแบบฉบับรถสปอร์ต GT เรือธงของ Ferrari โดดเด่นด้วยการออกแบบสไตล์ Dual Cockpit ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย เป็นส่วนตัว และโอบล้อมผู้ขับขี่ คอนโซลกลางและห้องโดยสารใช้วัสดุชั้นดีอย่างหนังแท้ หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์
คอนโซลกลางจะโดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผล 3 ชุด:
หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว: แสดงข้อมูลสำคัญทั้งหมดเกี่ยวกับการขับขี่
หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว: รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แสดงผลข้อมูลต่างๆ รวมถึงสมรรถนะของรถ
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว: แสดงข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องยนต์ คล้ายกับมาตรวัดฝั่งผู้ขับขี่ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Co-Driver
ใต้หน้าจอเหล่านี้ มีแผ่นป้ายรุ่น 12Cilindri ติดตั้งอยู่ พร้อมด้วยระบบเครื่องเสียง Burmester Audio System 15 ลำโพง เพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงขั้นสูงสุด
พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อม Paddle Shift ที่รวบรวมปุ่มควบคุมการทำงานต่างๆ ไว้ครบครัน ตั้งแต่ปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ ปุ่มไฟเลี้ยว และอื่นๆ อีกมากมาย ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกอย่างได้จากพวงมาลัยโดยตรง คล้ายกับที่พบในรถรุ่นเรือธงอื่นๆ ของ Ferrari เช่น SF90
บริเวณเกียร์มีที่วางแก้วน้ำ 1 จุด และบริเวณประตูทั้งสองข้างก็มีช่องสำหรับวางขวดน้ำเพื่อความสะดวกสบาย ตัวเกียร์อัตโนมัติถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับเกียร์แมนวลแบบเรโทรของ Ferrari ในอดีต โดยการโยกคันโยกเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนเกียร์ ถัดลงมาจะเป็นช่องสำหรับวางกุญแจ และมีปุ่มเปิด-ปิดกระจก หากเป็นรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาเพิ่มเติม
เบาะนั่งเป็นทรงสปอร์ต ให้ความรู้สึกเหมือนรถแข่งสไตล์ GT มีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ และวัสดุหุ้มเบาะให้เลือกทั้งหนังแท้และ Alcantara ตามความต้องการของลูกค้า ที่วางแขนตรงกลางอาจจะดูเล็กไปบ้าง แต่ภายในสามารถเก็บของได้ บริเวณเท้าฝั่งผู้โดยสารมีแป้นรองเท้าเพื่อความสบาย
สมรรถนะ V12: ขุมพลังที่ยังคงสืบทอด
Ferrari 12Cilindri ยังคงใช้เครื่องยนต์ V12 อันเป็นหัวใจหลัก โดยนำเครื่องยนต์ V12 เดิมจาก 812 Superfast มาพัฒนาต่อยอด มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงเป็นไทเทเนียม เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนได้สูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ
นอกจากนี้ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula 1 มาปรับใช้ การปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating ช่วยลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลของเครื่องยนต์
เครื่องยนต์เบนซิน V12 ขนาด 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) วางหน้าค่อนกลาง ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ลูกใหม่ที่ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งกำลังสู่ล้อหลัง (RWD) พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
อัตราเร่งและสมรรถนะ:
0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที (Coupe) / 2.95 วินาที (Spider)
0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที (Coupe) / 8.2 วินาที (Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: 1,560 กก. (Coupe) / 1,620 กก. (Spider)
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6
มิติตัวถัง: การปรับปรุงเพื่อความลงตัว
โครงสร้างแชสซีส์ตัวถังได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีการซับเสียงที่ดีขึ้นและแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นรถ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์
ความยาว: 4,733 มม.
ความกว้าง: 2,176 มม.
ความสูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
การที่ตัวถังเบาและแข็งแรงขึ้น ทำให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลขึ้นได้ รวมถึงมีการปรับฐานล้อให้สั้นลงเพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วและความกระฉับกระเฉงของตัวรถ ขณะที่ความสูงและความกว้างที่มากขึ้น ทำให้รถขับใช้งานได้ง่ายขึ้น
Ferrari 12Cilindri Spider: ประสบการณ์ไร้หลังคาอันเร้าใจ
สำหรับการทดลองขับ เราได้สัมผัสกับ Ferrari 12Cilindri Spider ซึ่งเป็นรุ่นหลังคาเปิดประทุน รายละเอียดบางส่วนจะแตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งเล็กน้อย
หลังคาแข็งแบบเปิดประทุนสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถทำงานขณะขับขี่ได้ที่ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. การออกแบบด้านหลังเป็นแบบลาดลงและเว้ากลาง พร้อมกระจกกั้นที่เปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา
หลังคาแบบ Spider เพิ่มน้ำหนักให้กับตัวรถเล็กน้อย โดยรุ่น Spider มีน้ำหนัก 1,620 กก. มากกว่ารุ่นหลังคาแข็ง 60 กก. อย่างไรก็ตาม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้มีผลต่อสมรรถนะเพียงเล็กน้อย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ของรุ่น Spider คือ 2.95 วินาที ช้ากว่ารุ่นปกติเพียง 0.05 วินาที
รถที่ใช้ทดสอบมีการติดตั้งออปชั่นเพิ่มเติม เช่น พาร์ทคาร์บอนรอบคัน เบาะ และล้อ ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะ แต่เพิ่มความสวยงามและเอกลักษณ์ให้กับรถ
Ferrari 12Cilindri Spider: ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย
การทดสอบครั้งนี้จัดขึ้นที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายสตรีทเซอร์กิตเล็กน้อย รถมาพร้อมโหมดการขับขี่ 5 โหมด เราได้ทดสอบในโหมด Sport ซึ่งประกอบด้วยทางตรง 2 เส้นทาง โค้งกว้าง 4-5 โค้ง และโค้งแคบอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นสนามที่เหมาะอย่างยิ่งในการสัมผัสสมรรถนะของรถ
รอบการทดสอบ: ความอัศจรรย์ที่สัมผัสได้
ในรอบแรก เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ขับ โดยการขับขี่นั้นดุดัน เร้าใจราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ Fast & Furious แต่ถึงอย่างนั้น ผู้โดยสารก็ยังสัมผัสได้ถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถ ทุกโค้งยังคงควบคุมได้ และเสียงเครื่องยนต์กับเกียร์ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงรอบของผู้ขับเอง ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตำแหน่งการขับขี่ที่ตอนแรกคิดว่าจะไม่สบาย กลับสบายอย่างคาดไม่ถึง และทัศนวิสัยดีเยี่ยม สามารถมองเห็นได้รอบคัน แม้ว่ารถจะมีความยาวของฝากระโปรงหน้า แต่การปรับตำแหน่งการนั่งที่ดี ทำให้สามารถกะระยะได้ไม่ยากนัก
การตอบสนอง: พละกำลังและความนุ่มนวลที่ผสมผสาน
เมื่อทดสอบการเบรกอย่างรุนแรง รถพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหวานๆ ของเครื่องยนต์ V12 NA อันเป็นเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกเร้าใจแบบหรูหรา การทำงานของเกียร์ลูกใหม่ที่นุ่มนวลไร้ที่ตินั้นยอดเยี่ยมมาก
แต่สิ่งที่เร้าใจกว่าการเร่งก็คือการเบรก ระบบเบรกขนาดใหญ่ที่ทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ช่วยให้รถชะลอความเร็วลงได้อย่างแนบเนียน ไม่กระชาก และมีการทำงานของ Engine Brake เข้ามาช่วยเสริม ทำให้การขับขี่และการเบรกมั่นใจยิ่งขึ้น การชิฟท์ดาวน์ของเกียร์ที่รวดเร็ว ทำให้เสียงเครื่องยนต์เร้าใจขึ้นทุกครั้งที่เปลี่ยนเกียร์ลง
ช่วงล่างและการเข้าโค้ง: ความประหลาดใจที่น่าจดจำ
เรื่องช่วงล่างและการเข้าโค้ง คือสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด หากพิจารณาจากการออกแบบภายนอก หลายคนอาจคาดเดาว่ารถคันนี้ต้องนั่งลำบาก แข็งกระด้าง และขับขี่ยาก แต่ความจริงนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อเข้าโค้งลึกๆ จนท้ายรถมีอาการสะบัดเล็กน้อย จะสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลที่แฝงด้วยความเฟิร์ม การผสมผสานระหว่างความนุ่มนวล ตำแหน่งการขับขี่ที่ดี และสมรรถนะของช่วงล่าง ทำให้ Ferrari 12Cilindri เป็น Supercar ที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง การขับขี่รถที่ใช้ยางหน้าแคบ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถที่ใช้ยางหน้ากว้าง เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง
การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รถให้ความรู้สึกนุ่มหนึบ เกาะถนนราวกับล้อดูดพื้นตลอดเวลา ระบบสามารถดึงท้ายรถกลับเข้าสู่ไลน์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการสะบัดออก ไม่รู้สึกถึงอันตราย แต่กลับรู้สึกสนุกและมั่นใจกับรถมากขึ้น
ด้วยฐานล้อที่สั้นกว่า 812 Superfast ผนวกกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถมีความคล่องแคล่วและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ตัวถังที่แข็งแรงกว่า และระยะใต้ท้องรถที่สูงขึ้น ช่วยให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้ลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ
Ferrari 12Cilindri คือ Supercar สไตล์ GT ที่มีการปรับแต่งช่วงล่างได้ดีเยี่ยม สามารถขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์อันเหนือชั้น และไม่กังวลกับค่าน้ำมัน
Ferrari 12Cilindri ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่คือผลงานศิลปะที่ผสานเทคโนโลยี วิศวกรรม และสุนทรียศาสตร์ได้อย่างลงตัว หากคุณกำลังมองหาที่สุดของประสบการณ์การขับขี่ที่ผสมผสานความคลาสสิก ความหรูหรา และสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด การสัมผัส Ferrari 12Cilindri คือก้าวต่อไปที่คุณไม่ควรพลาด