
Ferrari 12Cilindri: นิยามใหม่แห่งดีไซน์และการขับเคลื่อนในยุคแห่งยนตรกรรม
ในโลกที่ความเร็วและสุนทรียภาพในการขับขี่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว “Ferrari 12Cilindri” ได้ก้าวขึ้นมาคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ “Car Design Award 2025” ในสาขา Production Cars ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเลิศด้านการออกแบบของแบรนด์ม้าลำพอง การคว้ารางวัลอันทรงคุณค่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศชัยชนะ แต่คือการยืนยันถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Ferrari ในการเชื่อมโยงรากฐานอันแข็งแกร่งของแบรนด์เข้ากับอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มาเกือบศตวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการออกแบบรถยนต์มานับไม่ถ้วน แต่ Ferrari 12Cilindri นั้น โดดเด่นและแตกต่างอย่างแท้จริง รางวัล Car Design Award 2025 ที่จัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน สอดคล้องกับ Milan Design Week เป็นเวทีที่เชิดชูผลงานการออกแบบที่ขับเคลื่อนวงการยานยนต์ให้ก้าวไปข้างหน้า โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสื่อยานยนต์ชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ตัดสิน
Ferrari 12Cilindri คือรถยนต์ Ferrari คันที่ 5 ในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเกียรตินี้ นับตั้งแต่ Car Design Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 ซึ่งย้อนกลับไปรุ่นแรกๆ ที่เคยได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ได้แก่ Ferrari Testarossa ในปี 1985, Ferrari Roma ในปี 2020, Ferrari 296 GTB ในปี 2022 และ Ferrari Purosangue ในปี 2023 การที่ 12Cilindri ได้รับการยกย่องเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถอันไร้เทียมทานของทีมออกแบบ Ferrari ภายใต้การนำของ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบ ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เหนือกาลเวลาและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
หัวใจของการออกแบบ: สุนทรียภาพที่ผสานตำนานกับนวัตกรรม
สิ่งที่ทำให้ Ferrari 12Cilindri โดดเด่นจนคณะกรรมการยกย่องว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” นั้น คือการตีความและสืบสานจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ในยุคทองแห่งทศวรรษ 1950s และ 1960s ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในยุคปัจจุบัน ทว่า ไม่ใช่การลอกเลียนแบบ แต่คือการ “ทบทวนและปรับปรุงใหม่” อย่างชาญฉลาด
ในยุคที่การออกแบบยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยหลักวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงลึกด้านอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) มากกว่าประสบการณ์เพียงอย่างเดียว Ferrari 12Cilindri พิสูจน์ให้เห็นว่าการผสมผสานระหว่าง “จิตวิญญาณแห่งความเป็นสปอร์ต” และ “ความสง่างามเหนือกาลเวลา” สามารถสร้างสรรค์นิยามใหม่ของรถยนต์ GT (Gran Turismo) ได้
Flavio Manzoni เองได้เคยกล่าวไว้ว่า “การออกแบบของ 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ยุค 50 และ 60 ได้เป็นอย่างดี ผ่านการทบทวนและปรับปรุงใหม่ โดยการพัฒนาด้านแอโรไดนามิกในปัจจุบันจะไม่ได้อ้างอิงจากแค่ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมอย่างที่ผ่านมาแล้ว แต่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นหลัก” สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของแบรนด์ พร้อมกับการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้
การออกแบบภายนอก: เส้นสายที่บอกเล่าเรื่องราว
เมื่อมอง Ferrari 12Cilindri ครั้งแรก สิ่งที่สัมผัสได้คือความสง่างามที่แฝงไว้ด้วยพลัง ตัวถังที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยชั้นเชิง สะท้อนถึงปรัชญาการออกแบบที่เน้นความบริสุทธิ์ของรูปทรง โดยได้รับแรงบันดาลใจอย่างชัดเจนจาก Ferrari Gran Turismo ในยุค 1950s และ 60s ซึ่งเป็นยุคที่รถยนต์ GT ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นงานศิลปะบนล้อ
เอกลักษณ์สำคัญคือการคงไว้ซึ่งรูปแบบรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง สองที่นั่ง อันเป็นหัวใจสำคัญของ Ferrari V12 อันเป็นที่รักของนักสะสมทั่วโลก การออกแบบภายนอกของ 12Cilindri สื่อสารความสปอร์ต ความหรูหรา และความละเมียดละไมผ่านเส้นสายที่ไหลลื่นต่อเนื่อง
หัวใจของการออกแบบอากาศพลศาสตร์ที่ซับซ้อนถูกผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน โดยไม่ต้องพึ่งพาสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ที่ดึงดูดสายตาจนเกินไป เช่นเดียวกับการออกแบบฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง (reverse-opening bonnet) เผยให้เห็นความงดงามของขุมพลัง V12 ที่อยู่ภายใต้ฝา เครื่องยนต์ V12 NA (Naturally Aspirated) อันเป็นสัญลักษณ์ของ Ferrari รุ่นนี้ อาจจะเป็นเครื่องยนต์ V12 รุ่นสุดท้ายของม้าลำพอง และการออกแบบจึงใส่ใจในรายละเอียดทุกอณู
เมื่อเปรียบเทียบกับ Ferrari รุ่นก่อนหน้า เช่น 812 Superfast จะเห็นว่า 12Cilindri มีความโค้งมนมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณโป่งล้อหน้า ซึ่งไม่ใช่แค่การออกแบบที่สวยงาม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของฝากระโปรงหน้าที่คลุมลงมา สร้างมิติแบบ “กล้ามเนื้อ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ในอดีต ช่องระบายลมใต้โป่งล้อหลังทำหน้าที่จัดระเบียบการไหลเวียนอากาศ ให้ไหลออกทางด้านข้างตัวรถอย่างมีประสิทธิภาพ
แม้จะมีความคล้ายคลึงกับ Ferrari F80 ในบางมุมมอง โดยเฉพาะด้านหน้าเมื่อมองตรง ที่ชวนให้นึกถึง Ferrari 365 GTB/4 Daytona แต่ 12Cilindri ก็มีบุคลิกที่แตกต่าง ด้วยดีไซน์ด้านข้างที่เน้นความโค้งมนบริเวณประตู ต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่เน้นความดุดันสปอร์ตๆ ทำให้ 12Cilindri ดูกระชับ เรียบหรู และมีมัดกล้ามเนื้อที่นุ่มนวลกว่า
ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มี Daytime Running Light (DRL) อยู่ด้านใต้ พร้อมแถบสีดำคาดด้านหน้าและวางโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กตรงกลาง ยิ่งเสริมเสน่ห์แบบเรโทรให้กับตัวรถ กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำขนาดใหญ่ พร้อมเซ็นเซอร์ ช่วยรับลมเพื่อระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ V12 อันทรงพลัง
ส่วนท้ายของ 12Cilindri ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายความเรโทรได้อย่างลงตัว ตัวท้ายมีความแบนราบคล้าย SF90 แต่ไฟท้ายให้ความรู้สึกเหมือน Roma พร้อมดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มแรงกด (downforce) และรีดอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบจุดนี้สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้รถดูสวยงามและทำงานได้จริง
สิ่งที่น่าสนใจคือ สปอยเลอร์แบบ Active ที่ซ่อนอยู่บริเวณปีกซ้ายและขวาของตัวรถ จะทำงานที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้รถมีความมั่นคงและนิ่งยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง
เทคโนโลยีช่วงล่างและเบรก: สมดุลระหว่างสมรรถนะและความสบาย
Ferrari 12Cilindri มาพร้อมล้อขนาดใหญ่ ยางหน้า 275/35 R21 และยางหลัง 315/35 R21 ยางที่ดูเหมือนจะส่งผลให้รถแข็งกระด้าง แต่ในความเป็นจริง การขับขี่กลับให้ประสบการณ์ที่น่าประหลาดใจ ระบบเบรกหน้าขนาด 398 x 223 x 38 มม. และเบรกหลัง 360 x 233 x 32 มม. พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Four-Wheel Steering) ถูกยกชุดมาจากรถตัวท็อปอย่าง SF90 และ 296
ระบบเบรกแบบ Brake-by-wire ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo ที่ช่วยให้การเบรกมีความแม่นยำ แม้จะเบรกซ้ำๆ หลายครั้ง และระบบ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้า-หลัง เพื่อการเข้าโค้งที่เฉียบคมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์
ห้องโดยสาร: ขุมทรัพย์แห่งความหรูหราและเทคโนโลยี
ภายในห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างวัสดุพรีเมียมชั้นเลิศ และการออกแบบที่ให้ความรู้สึกถึง “Dual Cockpit” ซึ่งสร้างประสบการณ์ที่ทั้งปลอดภัยและเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
วัสดุที่ใช้ภายในประกอบด้วยหนังชั้นดี, หนังกลับ Alcantara, และคาร์บอนไฟเบอร์ สะท้อนถึงความหรูหราและความสปอร์ตในระดับสูงสุด คอนโซลกลางถูกออกแบบให้มีลักษณะแบ่งออกเป็นสองฝั่ง พร้อมหน้าจอแสดงผล 3 ชุด:
หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว: แสดงข้อมูลการขับขี่ทั้งหมดอย่างชัดเจน
หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว: รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงผลข้อมูลสมรรถนะของรถได้อย่างครบถ้วน
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว: ให้ผู้โดยสารสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เช่นเดียวกับผู้ขับขี่ สามารถดูความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้
นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งชุดเครื่องเสียง Burmester Audio System 15 ลำโพง เพื่อมอบประสบการณ์เสียงอันเหนือระดับ
พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันพร้อม Paddle Shift เป็นศูนย์กลางการควบคุมของผู้ขับขี่ สามารถสั่งการฟังก์ชันต่างๆ ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสตาร์ท, ปุ่มปรับโหมดการขับขี่, ไฟเลี้ยว, หรือระบบควบคุมอื่นๆ ซึ่งเป็นดีไซน์ที่พบได้ในรถยนต์รุ่นเรือธงของ Ferrari
ส่วนคันเกียร์ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับเกียร์แมนวลแบบเรโทรของ Ferrari ในอดีต โดยใช้การดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ ที่วางแก้วน้ำ 1 จุดบริเวณคอนโซลกลาง และยังมีช่องเก็บของที่ประตูทั้งสองข้างสำหรับวางขวดน้ำ
เบาะนั่งทรงสปอร์ตที่ใช้วัสดุหนัง หรือ Alcantara พร้อมฐานที่นั่งทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในรถแข่ง GT ที่พร้อมสำหรับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ที่วางแขนตรงกลางอาจจะเล็กไปสักหน่อย แต่ภายในสามารถเก็บของได้ ส่วนพื้นที่วางเท้าฝั่งผู้โดยสารมีแป้นสำหรับพักเท้ามาให้
หัวใจ V12 อันทรงพลัง: มรดกที่สืบทอดและพัฒนา
Ferrari 12Cilindri ใช้เครื่องยนต์ V12 ความจุ 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) วางหน้าค่อนกลาง อันเป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก 812 Superfast แต่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่อรีดสมรรถนะสูงสุด
ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์: ชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงถูกเปลี่ยนเป็นไทเทเนียม เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับเหล็กหล่อ
วัสดุอลูมิเนียมอัลลอย: ใช้ในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง
เทคโนโลยีจาก F1: ถ่ายทอดเทคนิคการปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating เพื่อลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกล
เครื่องยนต์ V12 NA นี้ ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ที่มีความฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
สมรรถนะเหนือชั้น:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที (รุ่น Coupe), 2.95 วินาที (รุ่น Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที (รุ่น Coupe), 8.2 วินาที (รุ่น Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถังในรุ่น Coupe อยู่ที่ 1,560 กก. และรุ่น Spider อยู่ที่ 1,620 กก. ด้วยอัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง ที่ 48.4:51.6 ทำให้รถมีความสมดุลในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
มิติตัวถังและการขับขี่: ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ
แชสซีส์ตัวถังของ Ferrari 12Cilindri ได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีความแข็งแรงขึ้น 15% และมีการเก็บเสียงที่ดีขึ้นกว่า 812 Superfast โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าประทับใจคือ การนำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ ซึ่งเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่ทำได้
ความยาว: 4,733 มม.
ความกว้าง: 2,176 มม.
ความสูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
ตัวถังที่เบาและแข็งแรงขึ้น ช่วยให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างให้มีความนุ่มนวลยิ่งขึ้น พร้อมกับการปรับฐานล้อให้สั้นลง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ แม้จะมีมิติภายนอกที่กว้างขึ้นและสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ทำให้รถมีความสะดวกในการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น
Ferrari 12Cilindri Spider: ประสบการณ์เปิดประทุนอันเร้าใจ
สำหรับการทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider ประสบการณ์เปิดประทุนนี้ มีรายละเอียดที่แตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งเล็กน้อย หลังคาแข็งแบบพับได้ใช้เวลาเปิด-ปิดเพียง 14 วินาที และสามารถทำได้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. การออกแบบด้านหลังเป็นแบบลาดลงแต่เว้าตรงกลาง พร้อมกระจกกั้นที่สามารถเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา
น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 60 กก. ในรุ่น Spider (รวม 1,620 กก.) มีผลต่อสมรรถนะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพิ่มขึ้นเพียง 0.05 วินาที
ประสบการณ์การขับขี่: สัมผัสแห่งซูเปอร์คาร์ที่ขับได้ทุกวัน
การทดลองขับบนสนามปทุมธานี สปีดเวย์ ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างทางตรงยาวและโค้งต่างๆ ทำให้ได้สัมผัสสมรรถนะของ 12Cilindri Spider อย่างเต็มที่
ในช่วงแรกที่ได้นั่งในตำแหน่งผู้โดยสาร และให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญขับ ผมประจักษ์ได้ทันทีถึงพลังอันมหาศาลของเครื่องยนต์ V12 และการตอบสนองที่รวดเร็วของเกียร์ แม้การขับขี่จะดุดันราวกับหลุดมาจากภาพยนตร์ Fast and Furious แต่รถก็ยังคงควบคุมได้ดีเยี่ยมในทุกโค้ง
เมื่อได้มีโอกาสขับเอง ความรู้สึกนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตำแหน่งผู้ขับขี่ถูกออกแบบมาให้สบายและส่งเสริมทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยม แม้หน้ารถจะดูยาว แต่การกะระยะก็ทำได้ไม่ยากจนเกินไป
การเร่งจากจุดหยุดนิ่งให้ความรู้สึกที่เร้าใจ เสียงเครื่องยนต์ V12 NA ที่ลากรอบอย่างไพเราะ ช่างเป็นอารมณ์ที่หรูหราอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือการเบรกที่ทรงพลังและนุ่มนวล ระบบเบรกที่ทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ทำให้รถสามารถชะลอความเร็วลงได้อย่างแนบเนียน ลดการกระชาก และการทำงานของ Engine Brake ที่เข้ามาช่วยเสริม ทำให้การควบคุมมีความมั่นใจยิ่งขึ้น
ช่วงล่างและการเข้าโค้งคือสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด หลายคนอาจคาดหวังว่ารถที่มีดีไซน์เช่นนี้จะนั่งลำบากและแข็งกระด้าง แต่ Ferrari 12Cilindri กลับมอบความรู้สึกที่ “นุ่มหนึบ” อย่างไม่น่าเชื่อ ผสมผสานกับตำแหน่งที่นั่งที่ยอดเยี่ยม ทำให้รถคันนี้มีศักยภาพที่จะเป็น Supercar ที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง
การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รู้สึกได้ว่าล้อเหมือน “ดูด” พื้นถนนตลอดเวลา และเมื่อท้ายรถเริ่มสะบัด ระบบต่างๆ ก็สามารถดึงรถกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีความรู้สึกอันตราย แต่กลับเป็นความสนุกและความมั่นใจในการขับขี่
ด้วยฐานล้อที่สั้นลงกว่า 812 Superfast และระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้ 12Cilindri มีความคล่องตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การที่ตัวถังแข็งแรงขึ้น และระยะใต้ท้องรถที่สูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้ Ferrari สามารถเซ็ตรถคันนี้ออกมาได้อย่างลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ
บทสรุป: Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่แค่รถ แต่คือมรดกแห่งอนาคต
Ferrari 12Cilindri คือนิยามใหม่ของรถยนต์ Grand Tourer ที่ผสานตำนานอันยิ่งใหญ่เข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ การคว้ารางวัล Car Design Award 2025 เป็นเพียงเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการออกแบบที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ Ferrari อย่างแท้จริง
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ ความหรูหราเหนือกาลเวลา และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย Ferrari 12Cilindri คือคำตอบที่คุณตามหา ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าของรถยนต์สุดพิเศษ แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Ferrari และร่วมเป็นสักขีพยานในวิวัฒนาการของยนตรกรรมระดับโลก
สัมผัสประสบการณ์ Ferrari 12Cilindri ด้วยตัวคุณเอง หากคุณพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โลกแห่งสมรรถนะ สุนทรียภาพ และนวัตกรรมที่ไม่สิ้นสุด