
Lexus: ก้าวแห่งวิวัฒนาการ ดีไซน์ สู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรมหรู
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์รถยนต์หรูอย่าง Lexus มาโดยตลอด และสิ่งที่ทำให้ Lexus โดดเด่นอยู่เสมอคือความมุ่งมั่นในการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง ล่าสุด การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และการปรับโฉมรถรุ่นเรือธง สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของแบรนด์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการออกแบบที่ผสานความล้ำสมัยเข้ากับความประณีตอย่างลงตัว
Lexus IS: การกำเนิดใหม่ของความสปอร์ตคอมแพกต์
การเดินทางของ Lexus IS รุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงการต่อยอดจากแนวคิดของรถยนต์ต้นแบบ Lexus LF-CC ที่เปิดตัวเมื่อกว่า 3 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ชัดเจนของทิศทางการออกแบบในอนาคตของ Lexus โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมคอมแพกต์ ล่าสุด Lexus IS เจเนอเรชันใหม่ ที่มีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2016 ได้รับการถ่ายทอด DNA อันเป็นเอกลักษณ์มาจาก LF-CC โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวอร์ชันคูเป ที่มาพร้อมบุคลิกสปอร์ตเร้าใจ สมกับที่เป็น รถยนต์ Lexus IS ที่เน้นการขับเคลื่อนล้อหลัง ขนาดกระทัดรัด แต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราและสมรรถนะที่เหนือกว่า
คุณ Takeshi Tanabe หัวหน้าทีมออกแบบของ Lexus เคยกล่าวไว้ว่า Lexus LF-CC คือตัวแทนของยานยนต์ยุคใหม่ โดยเฉพาะการออกแบบกระจังหน้าขนาดใหญ่ ช่องดักอากาศที่ดูดุดัน เส้นสายด้านข้างที่เฉียบคม ไปจนถึงรายละเอียดของซุ้มล้อหลังและบั้นท้ายที่สะกดทุกสายตา แม้กระทั่งไฟหน้า LED ทรงแบนราบ และมือจับประตูโครเมียมที่สะท้อนถึงความประณีตสูงสุด แต่เมื่อแปลงโฉมมาเป็น Lexus IS เส้นสายเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงให้มีความนุ่มนวลและลงตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองรสนิยมของผู้บริโภคในวงกว้าง
สิ่งที่น่าจับตามองคือความเป็นไปได้ที่ Lexus จะขยายไลน์อัพของ IS ออกไปให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเวอร์ชันซีดานที่จะตามมาภายหลัง การมีตัวถังแบบคูเป และมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มเวอร์ชันเปิดประทุน (Cabriolet) เข้ามา อาจทำให้ Lexus IS กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในตลาดรถยนต์พรีเมียมคอมแพกต์ การวางตำแหน่งของเวอร์ชันคูเปและเปิดประทุนให้มีภาพลักษณ์ที่เหนือกว่าเวอร์ชันซีดานนั้น คล้ายคลึงกับกลยุทธ์ของ Audi A4 และ A5 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เราอาจได้เห็นการตั้งชื่อเรียกใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างและตอกย้ำตำแหน่งทางการตลาด
ส่วนขุมพลังของ LF-CC ที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.5 ลิตร ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Lexus IS เจเนอเรชันใหม่ ที่จะเผยให้เห็นถึงชุดส่งกำลังที่ Lexus เลือกใช้ การมีทางเลือกที่หลากหลายจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับ รถยนต์ Lexus IS อย่างแน่นอน
Lexus LS: การยกระดับนิยามของรถยนต์หรูระดับฟูลไซส์
Lexus ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขยายฐานลูกค้า โดยหลังจากเจาะตลาดคอมแพกต์พรีเมียมด้วย IS แล้ว ล่าสุด Lexus ก็หันมาให้ความสำคัญกับรุ่นใหญ่สุดอย่าง Lexus LS ด้วยการปรับโฉมครั้งใหญ่ (Minorchange) และเตรียมพร้อมเปิดตัวทำตลาดในญี่ปุ่นช่วงปลายปี 2020 นี้
Lexus LS ถือเป็นรถยนต์รุ่นบุกเบิกของแบรนด์ เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 โดยในช่วงแรก Lexus ยังคงอาศัยการปรับแต่งรถยนต์ของ Toyota ในตลาดญี่ปุ่น (JDM) มาจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเอง โดยรุ่นที่นำมาใช้ในขณะนั้นคือ Celsior และแนวคิดนี้ก็ดำเนินมาต่อเนื่องถึง 3 เจเนอเรชัน จนกระทั่งเจเนอเรชันที่ 4 ที่เปิดตัวในปี 2006 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ Lexus เริ่มพัฒนารถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตนเองอย่างเต็มตัว
การปรับโฉมครั้งล่าสุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเจเนอเรชันที่ 5 ที่เปิดตัวในปี 2017 ด้วยรหัสตัวถัง VXFA55 โดยภาพลักษณ์ภายนอกอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนัก เนื่องจาก Lexus ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการออกแบบ L-Finesse ที่เป็นเอกลักษณ์ แต่จุดที่ดึงดูดสายตาและเป็นไฮไลท์สำคัญอย่างกระจังหน้าขนาดใหญ่ ก็ยังคงรูปทรงและลวดลายของซี่กระจังไว้เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสีเป็นโทน Metallic เข้มขึ้น เพื่อกลบเกลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
Lexus LS Minorchange รุ่นปี 2021 มาพร้อมกับการปรับปรุงไฟหน้าใหม่ทั้งชุด โดยภายในประกอบด้วยไฟหน้า 3 ดวง พร้อมไฟ DRL (Day-Time Running Light) รูปทรงตัว L ที่โดดเด่น ส่วนด้านท้ายแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากไฟท้าย LED ที่มีการจัดเรียงรูปแบบใหม่ และแถบโครเมียมที่เปลี่ยนเป็นสี Dark Metallic เพื่อลดการสะท้อนแสงเมื่อขับขี่ในเวลากลางวัน
สำหรับภายในห้องโดยสาร ชุดมาตรวัดและพวงมาลัยยังคงเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือหน้าจอตรงกลางคอนโซล ที่ได้รับการยกออกมาตั้งภายนอกและเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 12.3 นิ้ว โดยแนวคิดการออกแบบภายในภายใต้ชื่อ Nishijin & Haku สะท้อนถึงการผสมผสานวัสดุธรรมชาติและโลหะ เพื่อสร้างประสบการณ์สัมผัสที่หรูหราและสะดวกสบาย
นอกจากนี้ Lexus LS 2021 ยังได้รับการอัปเกรดระบบ AVS (Adaptive Variable Suspension) ด้วยการติดตั้งโซลินอยด์ตัวใหม่ ที่ทำงานได้ดีขึ้นในการดูดซับแรงกระแทกจากพื้นผิวถนน พร้อมกับการปรับเปลี่ยนค่าสปริงช่วงล่างให้สอดคล้องกับยางแบบ Run-flat และความแข็งแกร่งของเหล็กกันโคลง
ทางเลือกของเครื่องยนต์ยังคงมีแบบเดิม ได้แก่ LS500 ที่ใช้เครื่องยนต์ V6 Twin-Turbo รหัส V35A-FTS ขนาด 3,400 ซีซี ให้กำลัง 415 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 61.1 กก.-ม. และรุ่นไฮบริด LS500h ที่ใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3,500 ซีซี รหัส 8GR-FXS ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 354 แรงม้า ทั้งสองรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ หลังจากเปิดตัวในญี่ปุ่นแล้ว คาดว่า Lexus LS Minorchange รุ่นนี้จะมีกำหนดวางจำหน่ายทั่วโลกในช่วงปี 2021
Lexus LFA: ซูเปอร์คาร์ในตำนาน สู่การพัฒนาขั้นสุดยอด
ในอีกมิติหนึ่ง Lexus ยังคงผลักดันขีดจำกัดของสมรรถนะด้วยซูเปอร์คาร์ระดับไอคอนอย่าง Lexus LFA โดยมีข่าวลือที่น่าตื่นเต้นว่า LFA รุ่นต่อไปจะได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง BMW และ Toyota โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มพละกำลังสูงสุดให้สูงถึง 800 แรงม้า!
แหล่งข่าวระบุว่าขุมพลังใหม่นี้จะเป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาร่วมกันภายใต้รหัสใหม่ แต่ยังคงรูปแบบของรถยนต์เครื่องวางกลางพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โครงสร้างภายในจะเน้นการใช้อะลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรีดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด ขณะที่ BMW อาจพิจารณาเพิ่มทางเลือกเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid เข้ามาอีกด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกัน
หากเป็นไปตามข่าวลือเกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่พัฒนาร่วมกัน และการผสานระบบ Plug-in Hybrid เข้าไป Lexus LFA รุ่นต่อไป อาจมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.7 ลิตร ที่ให้พละกำลังรวมสูงสุดราว 800 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง 247 แรงม้า! คาดว่า Lexus จะเปิดตัว LFA รุ่นใหม่นี้ในช่วงปี 2020 เพื่อต้อนรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว
Lexus LFA เป็นซูเปอร์คาร์จากญี่ปุ่นที่หาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะในประเทศไทย เนื่องจากมีการผลิตในจำนวนจำกัด สะท้อนถึงความพิเศษและความเป็นที่สุดของวิศวกรรมยานยนต์
Lexus LS (2013): จุดเปลี่ยนแห่งการออกแบบ Spindle Grille
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2013 การเปิดตัว Lexus LS Minorchange สร้างความฮือฮาอย่างมาก ด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ที่พลิกโฉมจากภาพลักษณ์เดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการนำ “Spindle Grille” กระจังหน้าทรงกระสวยอวกาศ มาใช้เป็นครั้งแรกในรุ่น LS ซึ่งให้ความรู้สึกดุดันและสปอร์ตยิ่งกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน
ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2012 Lexus ได้ปล่อยภาพของ LS Minorchange รุ่นย่อย LS460 และ LS460 F-Sport ออกมาอย่างจุใจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Lexus ตัดสินใจเปลี่ยนดีไซน์ด้านหน้าใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรงหน้า แก้มหน้า ไฟหน้า กระจังหน้า และกันชนหน้า ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับ LS โฉมเดิมได้เลย ส่วนบั้นท้ายก็ได้รับการปรับปรุงแผงทับทิมท้าย ไฟท้ายใหม่ และกันชนท้าย ให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า Lexus จะยึดมั่นในการสร้างเอกลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ในทศวรรษนี้
สำหรับ Lexus LS460 F-Sport จะเพิ่มความสปอร์ตด้วยการปรับเปลี่ยนลายกระจังหน้า เสริมชุดแต่งแอโรพาร์ครอบคัน เปลี่ยนท่อไอเสียใหม่ และปรับปรุงภายในห้องโดยสารให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น แม้ในขณะนั้นจะยังไม่มีภาพภายในห้องโดยสาร แต่ก็คาดการณ์ได้ว่า Lexus LS Minorchange จะพร้อมวางจำหน่ายภายในปีเดียวกัน
Lexus NX: การเข้ามาของ SUV คอมแพกต์หรู
ในปี 2015 Lexus ได้เปิดตัว Lexus NX รถ SUV ครอสโอเวอร์รุ่นเล็กสุดหรู ที่มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวและสมรรถนะที่น่าสนใจ โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Auto China 2014
Lexus NX ใช้ดีไซน์แบบใหม่ของค่าย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ Lexus LF-NX โดยด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงนาฬิกาทรายขนาดใหญ่ ไฟหน้า LED ทรงแหลมคม เส้นสายด้านข้างโค้งมนตัดกับเส้นสายที่เฉียบคมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Lexus สวมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ด้านท้ายสะดุดตาด้วยไฟท้ายรูปตัว L ที่ล้อมกรอบสีเข้มดูดุดัน
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบอย่างหรูหรา เน้นการใช้วัสดุหนังคุณภาพดี เบาะนั่งบุอย่างนุ่มนวล แผงคอนโซลหน้ามาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ควบคุมด้วย Touch Pad บนคอนโซลกลาง
สำหรับขุมพลัง มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ Lexus NX200t เครื่องยนต์ 2,000 ซีซี เทอร์โบ, NX200 เครื่องยนต์เบนซิน 2,000 ซีซี และรุ่นไฮบริด NX300h โดยรายละเอียดสมรรถนะยังไม่ได้เปิดเผยในขณะนั้น แต่ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม ทั้งระบบตรวจจับในจุดบอด ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวาง และ G-Sensor ซึ่งเป็นครั้งแรกในรถกลุ่มนี้
Lexus LC 500h: การผสานสมรรถนะและขุมพลังไฮบริด
Lexus LC 500 รุ่นมาตรฐานที่เปิดตัวในงาน Detroit Auto Show ได้รับการต่อยอดสู่เวอร์ชันไฮบริดที่น่าสนใจ Lexus LC 500h ยังคงรูปลักษณ์ภายนอกแบบเดิม แต่เพิ่มสีตัวถังโทนฟ้าพิเศษ พร้อมกับตัวอักษร “Hybrid” บริเวณด้านข้างเพื่อบ่งบอกความแตกต่าง
ระบบขับเคลื่อนเป็นเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของ Lexus ที่ชื่อว่า “Lexus Multi Stage Hybrid System” ซึ่ง Lexus ระบุว่ามอบ “สุนทรียภาพแห่งการขับขี่เหนือระดับ สมรรถนะที่เหนือชั้นและความประหยัดที่เหนือกว่า”
แม้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่า Lexus LC 500h จะใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร พละกำลัง 308 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 217 แรงม้า ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 470 แรงม้า คาดว่าระบบขับเคลื่อนนี้จะถูกนำไปใช้ใน Lexus LS ซีดานฟูลไซส์เจนเนอเรชันใหม่ และมีกำหนดการเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2017
บทสรุปและก้าวต่อไป
จากภาพรวมของการพัฒนา Lexus ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์อย่าง IS, รถยนต์ซีดานเรือธงอย่าง LS, ซูเปอร์คาร์ในตำนานอย่าง LFA, SUV อเนกประสงค์อย่าง NX ไปจนถึงรถยนต์คูเปสุดหรูอย่าง LC 500h ทุกรุ่นสะท้อนถึง DNA ของแบรนด์ที่เน้นความพิถีพิถัน ประณีต และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรม
ในฐานะผู้บริโภคที่ติดตามวงการยานยนต์มาตลอด ผมมองว่า Lexus กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการออกแบบและเทคโนโลยี ที่จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านยนตรกรรมหรูระดับโลก การเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ การปรับปรุงรุ่นเดิม และการสำรวจเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบขับเคลื่อนไฮบริดและไฟฟ้า ล้วนเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของวงการยานยนต์
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงความหรูหรา สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ผมขอแนะนำให้พิจารณา รถยนต์ Lexus ที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่นตามความต้องการของคุณ การได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Lexus จะทำให้คุณเข้าใจถึงนิยามของ “ความเหนือระดับ” ที่แท้จริง.