
All-New Mitsubishi Xforce HEV และ Xpander HEV Play: นิยามใหม่แห่งขีดสุดแห่งยนตรกรรมฟูลไฮบริดที่ผสมผสานความล้ำสมัย ดีไซน์โฉบเฉี่ยว และสมรรถนะอันเหนือชั้น
การปฏิวัติวงการยานยนต์ในทศวรรษที่ 2020 นี้ กำลังขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันจากนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่เข้ามาเปลี่ยนนิยามของสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และประสบการณ์การขับขี่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีรถยนต์แห่งอนาคต ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมฟูลไฮบริด 2 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาเขย่าตลาดและยกระดับความคาดหวังของผู้บริโภคให้สูงขึ้นไปอีกขั้น กับ All-New Mitsubishi Xforce HEV และ Mitsubishi Xpander HEV Play ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการผสานเทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION เข้ากับ DNA แห่งความทนทานและสมรรถนะที่ไว้ใจได้ของมิตซูบิชิ
มิติใหม่แห่งการออกแบบ: Silky & Solid กับการบรรจบกันของความหรูหราและความแข็งแกร่ง
หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ All-New Mitsubishi Xforce HEV แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ B-SUV คือปรัชญาการออกแบบที่สะท้อนถึงความสมดุลอันลงตัวระหว่างความลื่นไหลนุ่มนวล และความแข็งแกร่งทนทาน ด้วยแนวคิด “Silky & Solid” ที่เปรียบเสมือนการผสานเส้นสายอันสง่างามของผ้าไหมเข้ากับโครงสร้างอันทรงพลังของหินผา การออกแบบภายนอกของ Xforce HEV สะท้อนถึงความพรีเมียมด้วยมิติของรถที่ลงตัว พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวสะดุดตา ตั้งแต่ไฟหน้า T-Shape LED ที่เป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงช่วงล่างที่ถูกออกแบบให้มีความสูงจากพื้นถนนที่เหมาะสมกับการขับขี่ทั้งในเมืองและเส้นทาง Off-road เบาๆ ทำให้รถดูสง่างามแต่แฝงไว้ด้วยความพร้อมที่จะลุยในทุกสถานการณ์
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้เป็น “Smart Cockpit” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความสะดวกสบายสูงสุด พื้นที่ภายในได้รับการออกแบบให้กว้างขวางที่สุดในคลาส ด้วยเบาะนั่งที่สามารถปรับพับได้หลากหลายรูปแบบ และพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่ยืดหยุ่น ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ สำหรับรุ่นท็อป Ultimate X ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Premium และลำโพง 8 จุด ที่มอบประสบการณ์ทางโสตสัมผัสระดับพรีเมียมเสมือนอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ส่วนตัว
หัวใจแห่งนวัตกรรม: ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:MOTION Generation ใหม่
เบื้องหลังความสมบูรณ์แบบของ Xforce HEV และ Xpander HEV Play คือระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:MOTION Generation ใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC MIVEC ขนาด 1.6 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบขับเคลื่อนที่มอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมด้วยแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุดถึง 255 นิวตันเมตร พร้อมความประหยัดน้ำมันที่น่าทึ่งเฉลี่ยสูงถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งเป็นอัตราที่เหนือกว่ารถยนต์สันดาปภายในทั่วไปอย่างชัดเจน
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดนี้มาพร้อมกับ 7 Drive Modes ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกสภาพการขับขี่และความต้องการของผู้ขับขี่ ตั้งแต่โหมด Normal ที่สมดุลสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโหมด Wet สำหรับการขับขี่บนถนนเปียก โหมด Gravel สำหรับทางลูกรัง โหมด Tarmac สำหรับการขับขี่บนทางลาดยาง และโหมด Mud สำหรับเส้นทางโคลนสมบุกสมบัน นอกจากนี้ยังมีโหมด EV สำหรับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เพื่อความเงียบสงบและการประหยัดสูงสุด และโหมด EV Charge สำหรับการชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขณะขับขี่
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือการผสานการทำงานอันชาญฉลาดระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยเมื่อออกตัวและขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ รถจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวในโหมด EV ซึ่งมอบการตอบสนองที่ทันใจและไร้เสียงรบกวน เมื่อต้องการอัตราเร่งที่สูงขึ้นหรือการขับขี่บนความเร็วสูง เครื่องยนต์เบนซินจะทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อส่งกำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ทำให้การเร่งแซงหรือการขึ้นทางลาดชันเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจ นอกจากนี้ ระบบ Regenerative Braking ยังทำหน้าที่ชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ทุกครั้งที่ผู้ขับขี่ชะลอความเร็วหรือเบรก ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันให้สูงสุด
สมรรถนะที่เหนือชั้น: ช่วงล่างและการควบคุมที่ปรับแต่งเพื่อสภาพถนนไทย
ทีมวิศวกรของมิตซูบิชิได้ทุ่มเททำการทดสอบและปรับแต่งช่วงล่างและระบบกันสะเทือนของรถยนต์ทั้งสองรุ่นบนสภาพถนนจริงในประเทศไทยกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่ารถยนต์ทั้ง Xforce HEV และ Xpander HEV Play จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ตอบสนองต่อสภาพถนนที่หลากหลาย และมอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
สำหรับ All-New Mitsubishi Xforce HEV แม้จะมีมิติของรถที่ใหญ่ขึ้นและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการติดตั้งระบบแบตเตอรี่ แต่ด้วยการปรับปรุงช่วงล่างใหม่ ทำให้รถยังคงความคล่องตัวในการขับขี่ในเมืองด้วยวงเลี้ยวที่แคบ การซับแรงกระแทกจากพื้นถนนทำได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผู้โดยสารไม่รู้สึกเมื่อยล้าแม้ในระยะทางไกล และการควบคุมรถยังคงมั่นคงแม้ในความเร็วสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำงานร่วมกับระบบ Active Yaw Control (AYC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของมิตซูบิชิ ที่ช่วยควบคุมการขับขี่และสมดุลของรถขณะเข้าโค้ง ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจและคล่องตัวยิ่งขึ้น
ส่วน Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ก็ได้รับการปรับปรุงช่วงล่างให้เหมาะสมกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเช่นกัน ทำให้รถยังคงความนุ่มนวลและสะดวกสบายในการโดยสาร แต่เพิ่มความมั่นใจในการเกาะถนน ด้วยการทำงานร่วมกับระบบ Active Yaw Control ที่ช่วยเสริมเสถียรภาพการขับขี่บนทุกสภาพถนน
เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน: Diamond Sense เพื่อความอุ่นใจสูงสุด
มิตซูบิชิให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยการติดตั้งชุดเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน Diamond Sense ที่ครบครันในรถยนต์ทั้งสองรุ่น Xforce HEV มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ได้แก่ ถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบกล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor) พร้อมระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (Moving Object Detection: MOD) และระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกันที่ทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
ในขณะที่ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยี Diamond Sense ที่ครบครันเช่นกัน ซึ่งรวมถึงระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบเตือนการออกนอกเลน (LDW) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ACC) ระบบไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) และระบบเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบเตือนขณะถอยหลัง (RCTA) ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อมอบความอุ่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่ในทุกการเดินทาง
นอกจากเทคโนโลยีความปลอดภัยแล้ว รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังมอบความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง เบาะนั่งที่ปรับพับได้หลากหลายรูปแบบ และพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่ยืดหยุ่น ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่