
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย: ก้าวสู่ปี 2568 ด้วยกลยุทธ์ “Brand at Heart, Performance in Mind” ยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค สู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์ลักชัวรี
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ลักชัวรีมากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทยมาโดยตลอด และปี 2567 ที่ผ่านมาถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการปรับตัวและกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง ภายใต้การนำของ มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด แม้ตลาดโดยรวมจะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เข้มข้น ส่งผลให้ยอดขายรวมในประเทศอยู่ที่ 9,189 คัน ลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ภาพรวมทั่วโลกยังคงแข็งแกร่งด้วยยอดขาย 2,389,000 คัน (รถยนต์นั่ง 1,983,400 คัน และรถแวน 405,600 คัน) ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในเวทีสากล
อย่างไรก็ตาม เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ไม่ได้หยุดนิ่ง พวกเขาได้เดินหน้าอย่างเต็มที่ในการนำเสนอนวัตกรรมและประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดตัวรถยนต์ใหม่กว่า 25 รุ่นในปีที่ผ่านมา ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่ม Entry Luxury ไปจนถึง Top-End Luxury ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในตลาดรถยนต์หรู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “The new E-Class” ที่โดดเด่นด้วยยอดขายเติบโตถึง 65% กลายเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จสูงสุด สะท้อนถึงความลงตัวระหว่างดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
การขับเคลื่อนสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า
ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูด้วยการนำเสนอโมเดลรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรุ่นที่ผลิตในประเทศ อาทิ EQS 450 4MATIC SUV และ EQE 300 Sedan ตามมาด้วย Mercedes-Maybach EQS 680 SUV และ G 580 with EQ Technology ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนแห่งนวัตกรรมและดีไซน์ที่ล้ำสมัย
ทว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ เข้าใจถึงความกังวลของผู้บริโภคไทยเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งในเรื่องของราคาที่อาจสูงกว่ารถยนต์สันดาปภายใน ความกังวลเรื่องมูลค่าเมื่อขายต่อ และที่สำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ ด้วยเหตุนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้ริเริ่มแคมเปญ “EV Worry-Free Package” ขึ้นมา เพื่อมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกแห่งรถยนต์ไฟฟ้า ตัวอย่างข้อเสนอที่น่าสนใจ ได้แก่ ค่างวดเริ่มต้นเพียง 45,000 บาทต่อเดือน สำหรับรุ่น EQE 350 4MATIC SUV Electric Art หรือ 55,000 บาทต่อเดือน สำหรับรุ่น AMG Dynamic โดยมีข้อดีคือการคืนรถเมื่อสิ้นสุดสัญญา 5 ปีโดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ก้อนแรกและก้อนสุดท้าย พร้อมรับสิทธิ์ชาร์จไฟฟรี 1 ปี และการรับประกันแบตเตอรี่นาน 10 ปี หรือ 250,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ช่วยลดอุปสรรคในการตัดสินใจและส่งเสริมให้ลูกค้ากล้าเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น
ยกระดับประสบการณ์การบริการสู่มาตรฐานระดับโลกด้วย MAR20X
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือการปรับปรุงและพัฒนากลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ภายใต้แนวคิด MAR20X (Mercedes-Benz Retail Experience) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกที่ครอบคลุมทุกมิติของการบริการลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบศูนย์บริการให้มีความทันสมัย สะดวกสบาย การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไปจนถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในและภายนอกให้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์
ในปีที่ผ่านมา กว่า 50% ของตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เริ่มดำเนินการภายใต้แนวคิด MAR20X แล้ว และในปี 2568 นี้ มีแผนที่จะขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุม 60% ของเครือข่ายทั้งหมด และตั้งเป้าหมายไว้ที่มากกว่า 90% ภายในปี 2570 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การซื้อและการบริการหลังการขาย แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ลักชัวรีในประเทศไทย ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศรวม 41 แห่ง และศูนย์ซ่อมสีและตัวถังอีกกว่า 26 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง
“Retail of the Future” สร้างความโปร่งใสและเท่าเทียมในการซื้อรถ
นโยบาย “Retail of the Future” หรือการขายรถยนต์ในราคาเดียวทั่วประเทศ โดยมีศูนย์กลางการจัดเก็บและกระจายรถยนต์ ซึ่งช่วยลดภาระการสต็อกสินค้าของตัวแทนจำหน่าย ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำมาปรับใช้ในประเทศไทย จากการสำรวจความคิดเห็นลูกค้ากว่า 300 คนที่ได้เข้ามาสัมผัสกับนโยบายนี้ พบว่ากว่า 91% เข้าใจในแนวคิดนี้ และ 74% ยอมรับและเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งถือเป็นผลตอบรับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างความโปร่งใสและความเท่าเทียมในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับลูกค้าทุกคน
กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้า
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตระหนักดีว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้า คือหัวใจสำคัญของการรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว จึงได้จัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
Road Trip สุดเอ็กซ์คลูซีฟ: การผนึกกำลังกับ Mercedes-Benz Club (Thailand) จัดกิจกรรม Road Trip สำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์คลาสสิกกว่า 10 คัน ในช่วงวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ เป็นการรวมตัวของเหล่าผู้ที่ชื่นชอบในประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
Mercedes-Benz Driving Events และ SUV Driving Events: กิจกรรมทดสอบรถยนต์ประจำปีรวม 18 ครั้ง ทั้งการขับขี่บนถนนจริง (On Road) และในสนามแข่ง (On Track) เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสมรรถนะที่แท้จริงของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
MercedesTrophy: การกลับมาของการแข่งขันกอล์ฟระดับตำนาน หลังจากห่างหายไป 5 ปี ได้รับความสนใจจากนักกอล์ฟกว่า 1,000 คน จาก 7 รอบการแข่งขัน แสดงถึงความผูกพันของแบรนด์กับกลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ
กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสนุกสนานและประสบการณ์ที่น่าจดจำ แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างชุมชน (Community) และความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
ก้าวสู่ปี 2568: วิสัยทัศน์ “Brand at Heart, Performance in Mind”
สำหรับปี 2568 มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ “Brand at Heart, Performance in Mind” ซึ่งจะขับเคลื่อนการดำเนินงานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย โดยมุ่งเน้น 3 เสาหลักสำคัญ:
การเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand Enhancement): ตอกย้ำความเป็นแบรนด์รถยนต์ลักชัวรีระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผสมผสานกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
การขับเคลื่อนผลประกอบการทางธุรกิจ (Business Performance): การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาด สร้างยอดขายที่แข็งแกร่ง และรักษาผลกำไรอย่างยั่งยืน
การขยายไลน์อัพรถยนต์ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ (Segment Coverage): เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ Entry Luxury ไปจนถึง Top-End Luxury โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100%
Motor Show 2025: การเปิดตัวสุดอลังการ และโปรแกรมสุดพิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ
งาน Motor Show 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ใช้ในการเปิดตัวยนตรกรรมใหม่และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง โดยปีนี้จะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่จาก Mercedes-AMG พร้อมกันถึง 3 รุ่น ซึ่งจะเข้ามาสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงต้นปี นอกจากนี้ รถรุ่นที่เปิดตัวไปในปีที่แล้ว อาทิ The new E-Class, CLE Coupé, EQE 300 Sedan, EQS 450 4MATIC SUV และอีกมากมาย จะยังคงเป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจ
เปิดตัวโปรแกรม MANUFAKTUR Exclusive: สร้างสรรค์รถยนต์ในฝันของคุณ
สำหรับกลุ่มลูกค้า Top-End Luxury เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัวโปรแกรม MANUFAKTUR Exclusive ซึ่งเป็นโปรแกรมการปรับแต่งรถยนต์สุดพิเศษภายใต้คอนเซปต์ “MADE TO MEASURE” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ออกแบบรถยนต์ในฝันของตนเองได้อย่างเต็มที่ ครอบคลุมตั้งแต่รุ่น S-Class, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach ไปจนถึง G-Class
โปรแกรมนี้มอบอิสระในการเลือกสีตัวถังได้มากถึง 50 เฉดสี และสีภายในอีกกว่า 20 รูปแบบ พร้อมแพ็กเกจตกแต่งรอบคันทั้งภายนอกและภายในที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ G-Class ที่สามารถปรับแต่งให้มีความแตกต่างได้มากถึง 1 ล้านรูปแบบ ถือเป็นการมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ไม่เหมือนใครและสะท้อนถึงตัวตนของเจ้าของได้อย่างแท้จริง
ทำความรู้จัก 3 ยนตรกรรมใหม่จาก Mercedes-AMG ที่จะสร้างปรากฏการณ์ใน Motor Show 2025
Mercedes-AMG G 63: นิยามใหม่ของรถยนต์ออฟโรดที่มาพร้อมพละกำลังมหาศาล เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร พร้อมเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-SPEED SPORTS TRANSMISSION มอบพละกำลังสูงสุด 585 แรงม้า แรงบิด 850 นิวตันเมตร สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที ผสานระบบ Mild Hybrid เพื่อการตอบสนองที่ฉับไวในทุกการขับขี่ (ราคาเริ่มต้น 18,800,000 บาท)
Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+: รถเปิดประทุนสุดหรูที่ผสานสมรรถนะเหนือชั้น เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo มอบพละกำลัง 476 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที พร้อมระบบขับเคลื่อน AMG Performance 4MATIC+ แบบ All-wheel drive เพื่อการขับขี่ที่หลากหลาย (ราคาเริ่มต้น 14,900,000 บาท)
Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+: ยนตรกรรมตระกูล GT เจเนอเรชันที่ 2 ที่กลับมาพร้อมความทรงพลัง เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo ในตำแหน่ง “hot inside V” สร้างพละกำลังสูงสุด 585 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 3.2 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 315 กม./ชม. (ราคาเริ่มต้น 15,900,000 บาท)
“Friend get Friend” โปรโมชั่นสุดพิเศษ ชวนเพื่อนมาเป็นครอบครัว Benz
เพื่อตอกย้ำแนวคิด “Friend with Benz” และการสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ที่หลงใหลในแบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดโปรโมชั่น “Friend get Friend” ซึ่งมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่ชวนเพื่อนมาซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ภายในงาน Motor Show 2025 หรือที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เป็นการส่งเสริมการบอกต่อและขยายฐานลูกค้าด้วยมิตรภาพ
ก้าวต่อไปของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย
ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหนือระดับ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย กำลังก้าวสู่ปี 2568 อย่างมั่นคง พร้อมที่จะนำเสนอ “สุดยอดยนตรกรรม” และ “ประสบการณ์อันน่าประทับใจ” ให้กับผู้บริโภคชาวไทยทุกท่าน
สำหรับท่านที่กำลังมองหารถยนต์ลักชัวรีที่สะท้อนถึงรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของท่าน หรือต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่และบริการที่เป็นเลิศ อย่ารอช้า! ขอเชิญชวนทุกท่านมาเยี่ยมชมบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ในงาน Motor Show 2025 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ซึ่งความฝันของคุณจะกลายเป็นจริง