![Part 2: N2609427_ความท กข ใจขอลล กคนกลาง [ตอน 1] | Đọc Báo Online16](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260921_142932.jpg)
การอัปเกรดครั้งใหญ่: เจาะลึก Mitsubishi Xpander HEV 2026 กับเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าที่เหนือกว่าคู่แข่ง
ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ Mitsubishi Xpander HEV (Hybrid Electric Vehicle) ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในตลาดรถยนต์ไทย ด้วยยอดขายที่พุ่งทะยานกว่า 4,000 คัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ Mitsubishi และความต้องการที่ชัดเจนในตลาดสำหรับรถยนต์อเนกประสงค์ที่ผสานความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกัน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงหัวใจสำคัญของ Xpander HEV ซึ่งก็คือระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดอันล้ำสมัย ที่ทำให้รถคันนี้ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันไปอีกขั้น
เมื่อพูดถึงรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ในตลาดประเทศไทย สิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญอันดับแรกๆ มักจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่โดดเด่น ความกว้างขวางของห้องโดยสาร ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน และราคาที่จับต้องได้ แต่ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญยิ่งกว่าเดิม Mitsubishi Xpander HEV ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานเหล่านี้ แต่ยังยกระดับมาตรฐานของตลาด ด้วยการนำเสนอระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่เหนือกว่าคู่แข่ง ทั้งในด้านสมรรถนะ ความประหยัด และประสบการณ์การขับขี่
เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของเทคโนโลยีใหม่นี้ Mitsubishi Motors ประเทศไทย จึงได้จัดทริปทดสอบขับขี่บนเส้นทางจริง กรุงเทพฯ-บางแสน ซึ่งเป็นเส้นทางที่จำลองการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างสมจริง ทั้งการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น และการเดินทางออกนอกเมืองบนทางหลวงความเร็วสูง ทีมงานได้รับเกียรติให้ทดสอบรุ่น Xpander Cross HEV ซึ่งมาพร้อมกับชุดแต่งภายนอกที่แตกต่างจากรุ่น HEV มาตรฐานเล็กน้อย โดยเฉพาะในส่วนของดีไซน์ตัวถังและอุปกรณ์ตกแต่งภายนอก แต่สำหรับสมรรถนะและระบบขับเคลื่อนนั้น ทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกัน
การออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่บางแสน เริ่มต้นด้วยการสัมผัสกับท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสบาย ตำแหน่งการนั่งที่ค่อนข้างสูงเป็นเอกลักษณ์ของ Xpander ทำให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม สามารถมองเห็นสภาพการจราจรได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งในการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นและซับซ้อน เมื่อขยับออกจากตัวเมืองเข้าสู่เส้นทางมอเตอร์เวย์ ตัวรถก็แสดงให้เห็นถึงความนิ่งและมั่นคง แม้จะใช้ความเร็วสูง ช่วงล่างที่ได้รับการปรับจูนมาใหม่สำหรับรุ่น HEV โดยเฉพาะ ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 165 กิโลกรัม จากรุ่นเดิม แต่ช่วงล่างก็สามารถซับแรงกระแทกจากพื้นถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความรู้สึกกระด้างจากการขับขี่ ทำให้การเดินทางไกลไม่รู้สึกเมื่อยล้า
อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับสภาพอากาศในประเทศไทย คือประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศ แม้จะไม่ได้ติดตั้งฟิล์มกรองแสง ในระหว่างการทดสอบมีผู้โดยสารนั่งทดสอบทั้งแถวหน้าและแถวหลัง รวมถึงแถวที่สาม ซึ่งเป็นจุดที่มักจะได้รับความร้อนสูง แต่ระบบแอร์ของ Xpander HEV สามารถทำความเย็นได้อย่างทั่วถึงทุกที่นั่ง ความเย็นเพียงพอที่จะต่อสู้กับแสงแดดอันร้อนระอุของเมืองไทย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบระบายความร้อนที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับสภาพอากาศเขตร้อนโดยเฉพาะ
ในด้านการเก็บเสียง แม้ว่าโดยรวมแล้วตัวรถจะให้ความรู้สึกที่เงียบสงบและสะดวกสบาย แต่ก็มีบางจังหวะที่ได้ยินเสียงรบกวนจากภายนอกบ้าง โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สันนิษฐานว่าอาจเป็นผลมาจากราวหลังคาที่มีอยู่ในรุ่นทดสอบ Xpander Cross HEV ซึ่งอาจก่อให้เกิดเสียงลมปะทะ (wind noise) เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เสียงรบกวนนี้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และหากเปรียบเทียบกับรุ่น Xpander HEV มาตรฐาน คาดว่ารุ่นปกติจะมีความเงียบกว่าเล็กน้อย
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Xpander HEV แตกต่างจากคู่แข่งอย่างแท้จริง คือระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เครื่องยนต์รหัส 4A92 เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.6 ลิตร (1,590 ซีซี) พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีพละกำลังรวมสูงสุดทั้งระบบ 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมด้วยเทคโนโลยี Active Yaw Control ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่
การทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบไฮบริดนี้ ทำให้ Xpander HEV มีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานถึง 7 รูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนนและทุกสไตล์การขับขี่:
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เป็นโหมดที่ใช้ในการทดสอบส่วนใหญ่ ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล ขับขี่ง่าย และประหยัดน้ำมัน
Wet Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันการลื่นไถล โดยปรับการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัวและระบบส่งกำลังให้เหมาะสมกับสภาพถนนที่ลื่น
Gravel Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนทางลูกรัง ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ โดยปรับการตอบสนองของคันเร่งและระบบส่งกำลังให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่ไม่เรียบ
Tarmac Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนถนนลาดยาง ออกแบบมาเพื่อให้ได้สมรรถนะและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ที่ต้องการอัตราเร่งที่ดีและการตอบสนองที่ฉับไว
Mud Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนถนนดินโคลน ให้การตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนสภาพถนนที่ยากลำบาก เป็นโหมดที่แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
EV Mode: โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ซึ่งจะทำงานเมื่อแบตเตอรี่มีประจุเพียงพอ ช่วยให้การขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัดเป็นไปอย่างเงียบสงบและประหยัดพลังงาน
EV Charge Mode: โหมดชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินในการปั่นไฟเพื่อชาร์จประจุให้กับแบตเตอรี่ เหมาะสำหรับการเดินทางไกลที่ต้องการรักษาระดับประจุแบตเตอรี่
ในด้านอัตราการประหยัดน้ำมัน ในระหว่างการทดสอบแบบใช้งานจริง ทั้งการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง รถสามารถทำตัวเลขได้อยู่ที่ประมาณ 15-16 กิโลเมตรต่อลิตร แม้ว่าการทดสอบจะไม่ได้เน้นการขับขี่แบบประหยัดเป็นพิเศษ แต่ตัวเลขที่ได้ก็ถือว่าน่าประทับใจมาก คาดว่าหากขับขี่แบบประหยัด (Eco Driving) ตัวเลขจะสามารถทำได้ดีกว่านี้ สำหรับการขับขี่ในเมืองที่การจราจรหนาแน่น ซึ่งเป็นสภาพการใช้งานจริงของผู้บริโภคส่วนใหญ่ คาดว่าอัตราการประหยัดน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณ 18-19 กิโลเมตรต่อลิตร เนื่องจากในสภาพการจราจรแบบนี้ รถยนต์ไฮบริดจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ซึ่งประหยัดกว่าเครื่องยนต์เบนซินอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ตัวรถยังมีโหมด EV ที่สามารถใช้งานได้จริง ถ้าแบตเตอรี่มีประจุเต็ม ผู้ขับขี่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้า 100% ได้ระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมืองในชีวิตประจำวัน
บทสรุปของ Xpander Cross HEV หลังจากการทดสอบบนถนนจริง ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนว่ารถคันนี้เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ระบบไฮบริดทำงานได้อย่างราบรื่น มีโหมดการขับขี่ที่หลากหลายให้เลือกใช้งานตามสภาพถนน ซึ่งทำให้การขับขี่สะดวกสบายและประหยัดพลังงาน หากใครที่ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้รถ