![Part 2: N2609424_มรดกล กเม ยน อย [ตอน 1] | Đọc Báo Online16](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260921_142947.jpg)
Mitsubishi Xpander HEV: รีวิวประสบการณ์ขับขี่จริง จากผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ พร้อมข้อมูลเจาะลึกปี 2026
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ HEV (Mitsubishi Xpander HEV) เปิดตัวสู่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ด้วยกระแสตอบรับที่ร้อนแรงเกินคาด ด้วยยอดขายทะลุหลัก 4,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังการเปิดตัว แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความต้องการของตลาดต่อรถยนต์พลังงานทางเลือกประเภทนี้ นอกเหนือจากดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน หัวใจสำคัญที่ทำให้ Xpander HEV แตกต่างและน่าสนใจยิ่งขึ้น คือระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน
บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกประสบการณ์การทดสอบขับขี่จริงบนเส้นทาง กรุงเทพฯ-บางแสน เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพและสมรรถนะของ Mitsubishi Xpander HEV 2026 กับมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 10 ปี โดยจะนำเสนอข้อมูลที่อัปเดตล่าสุด พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและเทคโนโลยีในปี 2026 เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ครอบคลุม และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความแตกต่างของรุ่น Xpander Cross HEV
สำหรับการทดสอบขับขี่ในครั้งนี้ ทีมงานได้ใช้รถยนต์รุ่น Mitsubishi Xpander Cross HEV ซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่น Xpander HEV หลักๆ คือการติดตั้งชุดแต่งเพิ่มเติม ทำให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสปอร์ตและบึกบึนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของระบบส่งกำลังและสมรรถนะการขับขี่ ทั้งสองรุ่นมีความใกล้เคียงกัน โดย Xpander Cross HEV จะมาพร้อมกับอุปกรณ์ตกแต่งที่เพิ่มขึ้น เช่น ราวหลังคา ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกในการขับขี่ในบางสถานการณ์
ก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิได้มีการจัดทดสอบรถยนต์รุ่นนี้ในสนามทดสอบ ซึ่งเน้นการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถ แต่ยังไม่ได้สัมผัสกับสภาพถนนจริง การทดสอบครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของ Xpander HEV ภายใต้สภาวะการขับขี่จริงบนถนนสาธารณะ
ประสบการณ์ขับขี่บนเส้นทางกรุงเทพฯ-บางแสน
การเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สู่บางแสน ผ่านเส้นทางมอเตอร์เวย์และถนนจริง ซึ่งทำให้เราได้สัมผัสกับสมรรถนะของรถในหลากหลายสภาพการจราจร ตำแหน่งการขับขี่ของ Xpander HEV ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ด้วยการออกแบบให้ตัวรถมีความสูงพอสมควร ทำให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยที่ดี สามารถมองเห็นทัศนียภาพรอบข้างได้กว้างขวาง ช่วยให้การขับขี่ในเมืองและการควบคุมรถในความเร็วสูงทำได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
ช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่สำหรับรุ่น HEV ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน ด้วยน้ำหนักของรถที่เพิ่มขึ้น 165 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ ส่งผลให้ช่วงล่างได้รับการปรับเซ็ตใหม่ เพื่อรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการซับแรงกระแทก การตอบสนองต่อพื้นผิวถนนมีความแม่นยำและนุ่มนวล การซับแรงกระแทกจากพื้นถนนถึงตัวรถทำได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้การขับขี่ในระยะทางไกลไม่รู้สึกเมื่อยล้า
ระบบปรับอากาศถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของ Mitsubishi Xpander HEV โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดในประเทศไทยที่มีสภาพอากาศร้อนชื้น ระบบปรับอากาศสามารถทำความเย็นได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง แม้ในขณะที่รถไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสง ก็ยังสามารถรักษาอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้อยู่ในระดับที่สบายได้แม้ในวันที่แดดจัด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน
ด้านการเก็บเสียงถือว่าทำได้ค่อนข้างดี แต่ก็มีบางจังหวะที่อาจมีเสียงรบกวนเข้ามาในห้องโดยสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าอาจเกิดจากราวหลังคาที่มีในรุ่น Xpander Cross HEV ซึ่งอาจก่อให้เกิดเสียงลมปะทะบ้าง อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับรุ่น Xpander HEV ที่ไม่มีราวหลังคา รุ่น Xpander HEV จะมีระดับการเก็บเสียงที่ดีกว่าเล็กน้อย
ข้อมูลจำเพาะของระบบขับเคลื่อนไฮบริด
เครื่องยนต์รหัส 4A92 ที่ใช้ใน Mitsubishi Xpander HEV เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.6 ลิตร (1,590 ซีซี) พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลังรวมทั้งระบบอยู่ที่ 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมระบบควบคุมการทรงตัว Active Yaw Control ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถ
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ
Mitsubishi Xpander HEV มาพร้อมกับ 7 โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย เพื่อรองรับการใช้งานในทุกสภาพถนนและทุกสถานการณ์:
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ให้การตอบสนองที่นุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน
Wet Mode: โหมดที่ออกแบบมาสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถลและเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ
Gravel Mode: โหมดที่เหมาะสมสำหรับการขับขี่บนทางลูกรัง เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะและเสถียรภาพบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ
Tarmac Mode: โหมดที่ออกแบบมาสำหรับการขับขี่บนถนนลาดยาง ให้พละกำลังและการตอบสนองที่คล่องตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ที่ต้องการความเร็วและการควบคุมที่แม่นยำ
Mud Mode: โหมดสำหรับทางดินโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนที่มีความลื่นและเป็นโคลน
EV Mode: โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% สำหรับการขับขี่ในระยะทางสั้นๆ ช่วยลดการใช้พลังงานฟอสซิลและลดมลพิษ
EV Charge Mode: โหมดชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่
ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน
จากการทดสอบขับขี่บนเส้นทาง กรุงเทพฯ-บางแสน ไป-กลับ ด้วยการขับขี่แบบใช้งานจริง พบว่าอัตราการกินน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 15-16 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการทดสอบที่มีผู้โดยสาร 3 คน ตัวเลขนี้ถือว่าทำได้ดีมาก เมื่อพิจารณาว่าการทดสอบไม่ได้เน้นการขับขี่แบบประหยัดเป็นพิเศษ
คาดการณ์ว่า หากขับขี่ในโหมดประหยัดหรือ Eco Mode อัตราการกินน้ำมันจะสามารถทำได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน สำหรับการขับขี่ในเมือง ซึ่งมีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก คาดว่าอัตราการกินน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณ 18-19 กิโลเมตรต่อลิตร ยิ่งไปกว่านั้น ตัวรถยังมีโหมด EV ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ในระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร หากแบตเตอรี่มีประจุเพียงพอ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันในการขับขี่ในเมืองได้อย่างมาก
บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ
Mitsubishi Xpander Cross HEV 2026 ถือเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ทำให้รถคันนี้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน หากใครที่ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ Xpander HEV ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
จุดเด่นที่ทำให้ Xpander Cross HEV แตกต่างจากคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันอย่างชัดเจน คือโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือกหลากหลายที่สุดในกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mud Mode หลายคนอาจเกิดคำถามว่ารถยนต์ระบบขับเคลื่อนสองล้อหน้าจะสามารถทำงานได้จริงในสภาพถนนที่เป็นโคลนหรือไม่ จากการทดสอบขับขี่ในสนามจำลองในช่วงเปิดตัว มิตซูบิชิได้แสดงให้เห็นว่า Xpander HEV สามารถผ่านอุปสรรคในสภาพโคลนได้อย่างง่ายดาย ให้ความรู้สึกคล้ายกับการขับขี่รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ติดตั้งมานั้นสามารถใช้งานได้จริง
แม้ว่าจะไม่สามารถใช้ลุยใน