
เปิดตัว 2026 Mitsubishi XFORCE HEV รถ Compact SUV Hybrid สัญชาติไทย เจาะตลาดอาเซียนด้วยขุมพลังประสิทธิภาพสูง
ในวันที่ 1 กันยายน 2026 วงการยานยนต์ไทยต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ Mitsubishi Motors (Thailand) Co., Ltd. ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ นั่นคือ Mitsubishi XFORCE HEV 2026 หรือ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่งาน Motor Expo 2026 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของมิตซูบิชิในการรุกตลาดรถยนต์ Compact SUV ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี: รถที่ผลิตจากสายเลือดไทย เพื่อคนไทยและชาวโลก
นายเรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงความภาคภูมิใจในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้ โดยเน้นย้ำว่า Mitsubishi XFORCE HEV 2026 เป็นรถยนต์ Compact SUV รุ่นแรกของมิตซูบิชิที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ได้รับการผลิตขึ้นที่โรงงานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ณ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี การผลิตในประเทศไม่ได้เป็นเพียงแค่การลดต้นทุน แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิตและบุคลากรของไทย ในฐานะฐานการผลิตหลักสำหรับตลาดอาเซียน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด และบริษัทฯรู้สึกภาคภูมิใจ ที่รถยนต์รุ่นนี้ ผลิตที่ประเทศไทย ณ โรงงานแหลมฉบัง” นายอินาบะกล่าว
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ทีมวิศวกรและนักพัฒนาของมิตซูบิชิได้ทุ่มเทอย่างหนักในการทดสอบรถยนต์รุ่นนี้ โดยมีการวิ่งทดสอบรวมกันเป็นระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตร ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อประเมินความทนทานและสมรรถนะในการขับขี่ภายใต้สภาวะถนนที่หลากหลายของไทย ตั้งแต่กรุงเทพมหานครที่การจราจรหนาแน่น ไปจนถึงเส้นทางต่างจังหวัดที่มีทั้งถนนเรียบ ถนนลูกรัง และเส้นทางขึ้นเขา ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้จากการทดสอบเหล่านี้ ถูกนำไปใช้ในการปรับแต่งและพัฒนารถรุ่นนี้ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบกันสะเทือน ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับการใช้งานบนสภาพถนนของไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายสูงสุด
นวัตกรรมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด: ประสิทธิภาพและความประหยัดในหนึ่งเดียว
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Mitsubishi XFORCE HEV 2026 โดดเด่นเหนือคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน คือระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสมรรถนะที่ดีเยี่ยมพร้อมกับความประหยัดน้ำมันสูงสุด โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร MIVEC DOHC 16 วาล์ว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงใน Mitsubishi Xpander HEV ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้
เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตรนี้ ให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal efficiency) ที่ยอดเยี่ยมด้วยเทคโนโลยี MIVEC DOHC 16 วาล์ว ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนและลดการสูญเสียพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้า เพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากระบบขับเคลื่อนเสริม (Auxiliary Drive Loss) ส่งผลให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์รุ่นมาตรฐาน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกย่านความเร็ว ลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยมลพิษ
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดของ XFORCE HEV ทำงานร่วมกับเจเนอเรเตอร์และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงที่มีกำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้านี้สามารถให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ซึ่งมากกว่าเครื่องยนต์เบนซินถึง 2 เท่า ทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงออกตัวและเร่งแซง ระบบส่งกำลังแบบ 2-Speed Transaxle ใหม่ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างนุ่มนวลและต่อเนื่อง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น
แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 1.1 kWh ที่ติดตั้งมาพร้อมกับระบบ เป็นแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฮบริด แบตเตอรี่นี้สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าจากเจเนอเรเตอร์หรือจากการชาร์จจากไฟบ้าน (ในรุ่น PHEV ที่จะเปิดตัวในอนาคต) เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าในโหมด EV Priority หรือช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อนในโหมดไฮบริด
สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น: โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบเพื่อทุกสภาพถนน
หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Mitsubishi XFORCE HEV 2026 แตกต่างจากคู่แข่ง คือโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7-Drive Mode) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อรองรับทุกสภาพถนนของประเทศไทย ได้แก่
Normal (ถนนทั่วไป): โหมดมาตรฐานสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน มอบความสมดุลระหว่างความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะ
Wet (ถนนเปียก): โหมดพิเศษสำหรับสภาพถนนเปียกหรือมีน้ำขัง ระบบจะปรับการทำงานของมอเตอร์และเจเนอเรเตอร์ให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและป้องกันการลื่นไถล
Gravel (ถนนลูกรัง): โหมดสำหรับถนนลูกรัง ระบบจะปรับการกระจายแรงบิดไปยังล้อต่างๆ ให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและควบคุมรถ
Tarmac (ถนนลาดยาง): โหมดสำหรับถนนลาดยาง ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ให้เหมาะสม เพื่อมอบสมรรถนะสูงสุด
Mud (ถนนโคลน): โหมดพิเศษสำหรับสภาพถนนโคลน ระบบจะปรับการทำงานของมอเตอร์และเจเนอเรเตอร์ให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและป้องกันการลื่นไถล
Charge (โหมดการชาร์จ): โหมดพิเศษที่ใช้สำหรับชาร์จพลังงานไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินในการขับเคลื่อนเจเนอเรเตอร์
EV Priority (โหมดพลังงานไฟฟ้า 100%): โหมดพิเศษที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ โดยไม่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น
นอกจากนี้ Mitsubishi XFORCE HEV ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง หรือ AYC (Active Yaw Control) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรถแข่งแรลลี่ของมิตซูบิชิ ระบบนี้จะทำงานร่วมกับเซนเซอร์ต่างๆ เพื่อตรวจสอบสภาพถนนและรูปแบบการขับขี่ จากนั้นจะปรับการกระจายแรงเบรกไปยังล้อต่างๆ ให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและควบคุมรถ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจและปลอดภัย
เทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense: ผู้ช่วยขับขี่อัจฉริยะ
ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของ Mitsubishi XFORCE HEV 2026 ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ที่เป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่ทำงานผ่านการทำงานร่วมกันของกล้อง เรดาห์ และเซนเซอร์ ที่ครอบคลุมสภาพแวดล้อมรอบตัวรถแบบ 360 องศา ทำให้รถสามารถตรวจจับและเตือนภัยได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีเหล่านี้ประกอบด้วย:
กล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ และระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (MAM with MOD): ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้อย่างชัดเจน และเตือนเมื่อมีวัตถุเคลื่อนไหวในระยะใกล้
ระบบเตือนเมื่อรถด้านหน้าออกตัวหรือเคลื่อนที่ไปด้านหน้า (LCDN): เตือนผู้ขับขี่เมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ในขณะที่ผู้ขับขี่ยัง