
เปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ครั้งแรกของโลก ยกระดับ MPV สู่ยุคใหม่ด้วยขุมพลัง Full Hybrid และดีไซน์สุดล้ำ
ในยุคที่เทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังมาแรงทั่วโลก Mitsubishi Motors ประเทศไทย ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่รถยนต์ MPV 7 ที่นั่งนี้มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Full Hybrid 100% และที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่าคือ รถทั้งสองรุ่นนี้ผลิตในประเทศไทย ไม่ได้นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียเหมือนรุ่นก่อนหน้า เป็นการตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเวทีโลก
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือกว่าคู่แข่ง ด้วยการผสมผสานดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวสไตล์ MPV คอนเซ็ปต์ Crossover เข้ากับเทคโนโลยี Full Hybrid ที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลายถึง 7 โหมด เพื่อสมรรถนะสูงสุดในทุกสภาพถนน
ดีไซน์ภายนอกที่บ่งบอกความเป็น Full Hybrid
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV มาพร้อมการออกแบบที่โดดเด่น สะท้อนความเป็นรถยนต์เทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ด้วยการตกแต่งด้วยโลโก้ “HEV” ที่กระจังหน้าและฝาประตูท้าย รวมถึงโลโก้ “HYBRID EV” ที่ประตูหน้า นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเส้นสายสีฟ้า (Electric Blue Accent) ที่กันชนหน้า กาบข้างประตู และกันชนหลัง เพื่อเน้นย้ำถึงความเป็นรถยนต์ Hybrid
มิติตัวถังได้รับการปรับปรุงให้มีความแข็งแกร่งและทันสมัยยิ่งขึ้น โดย Xpander HEV มีความยาว 4,595 มิลลิเมตร กว้าง 1,750 มิลลิเมตร และสูง 1,750 มิลลิเมตร ในขณะที่ Xpander Cross HEV มีความยาว 4,595 มิลลิเมตร กว้าง 1,750 มิลลิเมตร และสูง 1,750 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในเมืองและเดินทางไกล ระยะฐานล้อ 2,775 มิลลิเมตร ช่วยให้ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย ส่วนระยะต่ำสุดถึงพื้น Ground Clearance ที่เพิ่มขึ้นเป็น 220 มิลลิเมตร ช่วยให้ขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลายได้อย่างมั่นใจ
ภายในห้องโดยสารที่หรูหราและทันสมัย
สัมผัสแรกที่เข้ามาในห้องโดยสาร จะพบกับบรรยากาศที่หรูหราและทันสมัย ด้วยการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงและโทนสีที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว แสดงข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เช่น รูปแบบการขับขี่ที่จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การขับขี่ อัตราเร่ง ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ระดับพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ และข้อมูลอื่นๆ ผู้ขับขี่สามารถเลือกการแสดงผลหน้าจอได้ระหว่างแบบ Enhanced Mode ที่ล้ำสมัย หรือแบบ Classic Mode ที่ถอดแบบมาจากมาตรวัดระบบอนาล็อก
เบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุคุณภาพสูงสีดำ พร้อมการตกแต่งด้วยการเดินตะเข็บด้ายสีน้ำตาลที่เพิ่มความหรูหรา เบาะนั่งใช้หนังสังเคราะห์พร้อมคุณสมบัติสะท้อนความร้อน Heat Guard ที่ช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสารในวันที่อากาศร้อน พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ที่กระชับมือ พร้อมปุ่มควบคุมระบบต่างๆ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ส่วนที่วางแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง
ขุมพลังเทคโนโลยี Full Hybrid ที่เหนือกว่า
หัวใจสำคัญของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV คือระบบขับเคลื่อน Full Hybrid ที่ผสมผสานเครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.6 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ให้กำลังสูงสุดรวม 116 แรงม้า (เมื่อทำงานร่วมกัน) เครื่องยนต์เบนซินให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์ เทคโนโลยี Full Hybrid นี้ช่วยให้รถมีอัตราเร่งที่ทันใจ และประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยม
รูปแบบการทำงานของระบบ Full Hybrid มีความอัจฉริยะและปรับเปลี่ยนได้หลากหลายรูปแบบ เมื่อเริ่มออกตัวและขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) เมื่อเริ่มเร่งความเร็ว ระบบจะปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบการขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด โดยใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการปั่นไฟฟ้าให้เกิดพลังงานจากเครื่องยนต์ และเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อน เนื่องจากเครื่องยนต์เริ่มทำงานอย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก ในขณะที่เมื่อชะลอความเร็ว หรือเบรก ระบบจะเข้าสู่รูปแบบ Regenerative Breaking ซึ่งทำหน้าที่ชาร์จไฟกลับเพื่อไปเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ เพื่อสมรรถนะสูงสุด
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV มาพร้อมโหมดการขับขี่ถึง 7 รูปแบบ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดที่เหมาะสมกับสภาพถนนและสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างแม่นยำ โดย 2 โหมดแรกเป็นการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (EV) โหมดแรก EV priority Mode ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าพลังงานจากแบตเตอรี่ และเมื่อไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือน้อย สามารถเลือกเข้าสู่โหมด Charge Mode เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าระหว่างขับขี่ หรือจอดนิ่งอยู่ เมื่อไฟฟ้าเพียงพอแล้วกลับมาใช้งานโหมดไฟฟ้า ทั้งการขับขี่ หรือจอดรอรับ-ส่งลูกที่หน้าโรงเรียน แบบไร้เสียงและมลพิษ
ส่วนอีก 5 โหมดประกอบด้วย Normal Mode สำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน Wet Mode สำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น ซึ่งช่วยป้องกันการลื่นไถล Gravel Mode สำหรับการขับขี่บนทางลูกรัง Tarmac Mode ที่เหมาะกับการขับขี่บนถนนลาดยาง เพิ่มความมั่นใจบนถนนที่คดเคี้ยว และ Mud Mode สำหรับการขับขี่บนทางโคลน ซึ่งช่วยเพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลัง
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยขับขี่
เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV มาพร้อมระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่ครบครัน ซึ่งทำงานประสานกันอย่างชาญฉลาด อาทิ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control-AYC) ที่ช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและลื่นไถล (Traction Control System-TCL) ที่ช่วยป้องกันล้อหมุนฟรีบนพื้นผิวลื่น และระบบควบคุมน้ำหนักพวงมาลัยที่ปรับน้ำหนักพวงมาลัยตามความเร็วและสภาพพื้นถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ เช่น ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมฟังก์ชั่น Auto Brake Hold ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ในเมือง ระบบเบรกคู่หน้าดิสก์เบรก/คู่หลังดรัมเบรก พร้อมระบบกระจายแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบช่วยเบรกในภาวะฉุกเฉิน (BA) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบเตือนการออกนอกเลน (LDW) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control-ACC) ระบบเตือนจุดอับสายตา (BSW) ระบบเตือนการเคลื่อนที่ขณะถอยหลัง (RCTA) ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) และระบบกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ที่ช่วยให้การจอดรถและขับขี่ในที่แคบเป็นเรื่องง่าย
ความคุ้มค่าและการรับประกัน
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV มาพร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษในช่วงเปิดตัว โดยทั้งสองรุ่นมีราคาเริ่มต้นที่ 912,000 บาท และ 946,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นราคาเดียวกับรุ่นเดิมที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยโปรโมชั่นนี้มีถึงวันที่ 7 เมษายน 2569 หลังจากนั้นราคาจะปรับขึ้นเป็น 933,000 บาท และ 961,000 บาท ตาม