
เมอร์เซเดส-เบนซ์: ยอดขายทั่วโลกพุ่งสูง 590,999 คัน ชี้เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง และความสำเร็จในตลาดไทย
ในโลกยานยนต์ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แบรนด์หรูระดับโลกอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการประกาศผลประกอบการอันน่าประทับใจในไตรมาสแรกของปี 2564 ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกสูงถึง 590,999 คัน เติบโตขึ้นถึง 22.3% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มากว่า 10 ปี ผมมองว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติยอดขาย แต่คือบทสะท้อนถึงพลวัตของตลาด และทิศทางที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังมุ่งไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ รถยนต์ไฟฟ้า และ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด
ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จ: จีน สหรัฐฯ และการปฏิวัติสู่พลังงานไฟฟ้า
ความสำเร็จอันโดดเด่นในไตรมาสแรกนี้ มีปัจจัยหลักที่สนับสนุนหลายประการ ประการแรกคือการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดสำคัญอย่างประเทศจีน ซึ่งมียอดส่งมอบรถยนต์ถึง 222,520 คัน คิดเป็นการเติบโตถึง 60.1% โดยเฉพาะในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว สามารถสร้างสถิติยอดขายเกือบ 100,000 คัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวจีนที่มีต่อแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์
ถัดมาคือตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมียอดขายรวม 88,318 คัน เพิ่มขึ้น 12.5% โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์หรู เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงครองความเป็นผู้นำด้วยยอดขาย 78,256 คัน เพิ่มขึ้น 15.5% การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการรถยนต์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 54.3% และกลุ่มรถยนต์ New S-Class ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มียอดจองมากกว่า 50,000 คัน
แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดซึ่งขับเคลื่อนการเติบโตนี้อย่างมีนัยสำคัญ คือความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลในกลุ่ม รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – EVs) และ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicles – PHEVs) ในยุโรป สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และสมาร์ท (Smart) ที่ออกสู่ตลาดคิดเป็น 1 ใน 4 ของยอดขายทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับยานยนต์ที่ยั่งยืนมากขึ้น
สำหรับตลาดโลกโดยรวม รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า 100% มีสัดส่วนถึง 10% ของยอดขายทั้งหมด หรือประมาณ 59,000 คัน โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ถึง 16,000 คัน การเปิดตัว Mercedes-Benz EQA ในเดือนมกราคม ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยได้รับยอดจองประมาณ 20,000 คัน เป็นสัญญาณที่ดีเยี่ยมสำหรับแบรนด์ Mercedes-EQ ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
วิสัยทัศน์อนาคต: ขยายไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้า และความล้ำสมัยของ Mercedes-EQ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ ในปี 2564 นี้ บริษัทมีแผนที่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าอีก 3 รุ่นใหม่ เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม ทำให้ไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) มีครบ 6 รุ่น โดยรุ่นเรือธงอย่าง Mercedes-Benz EQS ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปนั้น ได้รับการคาดหวังอย่างสูงว่าจะพลิกประสบการณ์การขับขี่และการเชื่อมต่อของผู้ใช้งานให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายความน่าสนใจให้กับกลุ่มรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือก โดยมีแผนนำเสนอ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่หลากหลาย รวมทั้งสิ้นราว 30 รุ่น จนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาด และตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
ตลาดไทย: การฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถหรู
ในประเทศไทย ตลาดรถยนต์ลักชัวรีแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่น่าภาคภูมิใจ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) สามารถทำยอดขายรถยนต์ที่จดทะเบียน ณ กรมการขนส่งทางบกได้ถึง 3,178 คันในไตรมาสแรกของปี 2564 ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรีได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ทั้งในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต บริการที่เป็นเลิศ และวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์ยานยนต์
ความสามารถในการจัดหารถยนต์ให้เพียงพอต่อความต้องการ ควบคู่ไปกับการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่หลากหลายมากที่สุดในตลาดไทย ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ รักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ Mercedes-AMG, รถยนต์ SUV และกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดจองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2021 ก็ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์ลักชัวรีเช่นกัน
สำหรับปี 2564 เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 15 รุ่น ซึ่งรวมถึง รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อีกหลายรุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และเสริมสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
Mercedes-AMG: ประสิทธิภาพระดับโลก สู่ผู้บริโภคไทย
นอกเหนือจากภาพรวมของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว ในส่วนของแบรนด์สมรรถนะสูง Mercedes-AMG ก็แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ตาม ในปี 2563 ยอดขายของ Mercedes-AMG เติบโตถึง 14.9% และในไตรมาสที่ 4 เพียงไตรมาสเดียว ยอดขายก็พุ่งสูงถึง 33.9%
การเปิดตัว Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ในราคา 3,190,000 บาท ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการนำเสนอรถยนต์หรูที่มีสมรรถนะสูงและดีไซน์สปอร์ตตามปรัชญาของ AMG มาสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง ยนตรกรรมคอมแพ็ค SUV รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1,991 ซีซี พ่วงเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 306 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.1 วินาที
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator grille ไฟหน้า LED สมรรถนะสูง และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่จาก AMG ขนาด 19 นิ้ว ภายในห้องโดยสารตกแต่งในแบบ AMG Interior ที่มอบความรู้สึกเร้าใจ ควบคู่กับพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ต เบาะนั่ง AMG Sport seat และการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง พร้อมระบบไฟ Ambient Light ที่สามารถปรับได้ถึง 64 เฉดสี เพื่อสร้างบรรยากาศที่หลากหลาย
The New Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic: คอมแพ็ค SUV ที่ตอบโจทย์คนเมือง
สำหรับตลาดรถยนต์คอมแพ็ค SUV ในประเทศไทย The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic (รหัส H247) ซึ่งผลิตในประเทศ เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยการออกแบบที่ผสมผสานความคล่องตัวแบบ Compact Car เข้ากับความแข็งแกร่งของ SUV ให้รูปลักษณ์ที่ทรงพลังและเร้าอารมณ์
กระจังหน้าแบบ Diamond Radiator Grille การออกแบบที่เน้นความกว้างขวางของตัวรถ ไฟหน้า LED High Performance และชุดแต่ง Crossover รอบคัน พร้อมราวหลังคา ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่น ตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้น ให้ความสบายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น ด้วยความยาว 4,436 มม. ความกว้าง 1,849 มม. และฐานล้อ 2,729 มม.
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ให้ความรู้สึกสปอร์ตทันสมัย ด้วยชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package หน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สองจอที่เชื่อมต่อกันอย่างลงตัว แสดงผลมาตรวัดและระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX ที่มาพร้อมระบบสัมผัส (Touchscreen) และ Touchpad ที่คอนโซลกลาง ระบบ MBUX นี้ยังมีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรมผู้ขับขี่ผ่านระบบ AI และรองรับการสั่งการด้วยเสียง “Hey, Mercedes”
สำหรับขุมพลัง The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3 สูบ ขนาด 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 8.7 วินาที พร้อมอัตราการปล่อยไอเสียต่ำและประหยัดน้ำมัน
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย เช่น ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ และกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ ระบบ MBUX ยังผสานการทำงานกับบริการ Mercedes me connect ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อกับรถยนต์และผู้จำหน่ายได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน โดยมีฟังก์ชันที่น่าสนใจ เช่น ระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ, การตรวจสอบสภาพรถยนต์, การจัดการการบำรุงรักษา และการนัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์
Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,399,000 บาท ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหารถคอมแพ็ค SUV พรีเมียม ที่มาพร้อมสมรรถนะ ดีไซน์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
สรุป:
ตัวเลขยอดขายที่แข็งแกร่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลกและในประเทศไทย บ่งชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ และทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มุ่งสู่อนาคตแห่งพลังงานไฟฟ้าและการเชื่อมต่อที่ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไฟฟ้า รุ่นใหม่ๆ ของ Mercedes-EQ, รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่หลากหลาย หรือสมรรถนะอันเร้าใจของ Mercedes-AMG ตลอดจนความครบครันของ SUV อย่าง The new Mercedes-Benz GLA ล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการนำเสนอยานยนต์ที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงรสนิยม ความสำเร็จ และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เชิญเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและทดลองขับรุ่นที่คุณสนใจได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ.