
เมอร์เซเดส-เบนซ์: ยอดขายทั่วโลกพุ่งทะยาน 590,999 คัน ไฮบริดและไฟฟ้าคืออนาคต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ข้าพเจ้าได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่สิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังแสดงให้เห็นในช่วงต้นปี 2564 นั้นน่าจับตามองเป็นพิเศษ การประกาศตัวเลขยอดขาย 590,999 คัน ทั่วโลก ซึ่งเป็นการเติบโตกว่า 20% นั้น ไม่ใช่เพียงแค่สถิติที่น่าประทับใจ แต่เป็นสัญญาณอันแข็งแกร่งที่สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทิศทางของตลาดและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในตลาดหลักอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ควบคู่ไปกับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มยานยนต์พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ รถยนต์ไฟฟ้าล้วนจากแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก
การรุกคืบของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) และบทบาทสำคัญของ Mercedes-EQ
ในยุโรป ตัวเลขที่น่าสนใจคือ รถยนต์ 1 ใน 4 คันที่จำหน่ายภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์และสมาร์ท คือยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับและการปรับตัวของผู้บริโภคชาวยุโรปต่อเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับภาพรวมตลาดโลก ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า 100% คิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของยอดขายทั้งหมด หรือประมาณ 59,000 คัน โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนถึง 16,000 คัน
รุ่นที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ Mercedes-Benz EQA ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคม ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามด้วยยอดจองราว 20,000 คัน นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความสำเร็จของแบรนด์ Mercedes-EQ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุ่มเทให้กับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ การเริ่มต้นปี 2564 ของ Mercedes-EQ จึงถือว่ามีความแข็งแกร่งและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
มร.บริตตา ซีเกอร์ กรรมการบริหารของ Daimler AG และ Mercedes-Benz AG ได้เน้นย้ำถึงกลยุทธ์ของบริษัทในการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าว่า “นอกเหนือจากรถยนต์รุ่น EQS, EQB และ EQE ที่กำลังจะมาถึง เมอร์เซเดส-เบนซ์จะยังคงนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในปี 2564 ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่มรถไฟฟ้าใหม่อีก 3 รุ่น รวมเป็น 6 รุ่น ซึ่งถือเป็นการขยายไลน์อัพกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าของเราให้ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า และล่าสุด เราได้เปิดตัวรถยนต์ EQS ซึ่งเป็นเรือธงของเรา ที่เราเชื่อมั่นว่าจะมอบประสบการณ์การขับขี่ การเชื่อมต่อ และความหรูหราเหนือระดับให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก”
บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายการเติบโตและสร้างความน่าสนใจให้กับกลุ่มรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า โดยมีแผนนำเสนอ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่หลากหลาย ครอบคลุมมากถึง 30 รุ่นภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการมอบทางเลือกที่ครอบคลุมและตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย: ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ครองความเป็นผู้นำตลาดลักชัวรี
ในประเทศไทย สถานการณ์ก็มีความน่าชื่นชมไม่แพ้กัน มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ลักชัวรีในไทย ในไตรมาสแรกของปี 2564 ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในด้านนวัตกรรม บริการที่ยอดเยี่ยม รวมถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์ยานยนต์แห่งอนาคต และเครือข่ายดิจิทัลที่ทันสมัย ส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดขายรถยนต์ที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการถึง 3,178 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรี”
ความสำเร็จนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการบริหารจัดการปริมาณรถยนต์ให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกับการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่หลากหลายที่สุดในตลาดไทย รถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ กลุ่ม Mercedes-AMG, รถยนต์ SUV, และกลุ่ม รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด
ยอดขายในไตรมาสแรกนี้ ยังไม่รวมยอดจองอันดับหนึ่งในกลุ่มลักชัวรีจากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดไทยได้อย่างชัดเจน
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 15 รุ่นในปีนี้ ซึ่งรวมถึง รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อีกหลายรุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนไทยที่หลากหลายและมีรสนิยมสูง
เจาะลึกยอดขายรายภูมิภาคและตลาดยานยนต์หรู
เอเชีย-แปซิฟิก: เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 46.6% โดยมีจีนเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ ด้วยยอดส่งมอบ 222,520 คันในไตรมาสแรก เติบโตถึง 60.1% โดยเฉพาะในเดือนมกราคมที่ทำสถิติยอดขายเกือบ 100,000 คันภายในเดือนเดียว
ยุโรป: แม้จะเผชิญกับมาตรการล็อกดาวน์ แต่ก็สามารถทำยอดขายได้สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเพิ่มขึ้น 1.8%
เยอรมนี: ยอดขายอยู่ที่ 54,446 คัน (ลดลง 15.4%)
อเมริกาเหนือ: ยอดขายรวม 88,318 คัน (เพิ่มขึ้น 12.5%) โดยสหรัฐอเมริกามียอดส่งมอบ 78,256 คัน (เพิ่มขึ้น 15.5%) และยังคงครองตำแหน่งแชมป์ยอดขายสูงสุดในตลาดรถยนต์ลักชัวรีของไตรมาสแรก
สถิติยอดขายรถยนต์นั่งและรถตู้ทั่วโลก: S-Class, SUV และ Smart ยอดเยี่ยม
ภาพรวมยอดขายรถยนต์นั่งและรถตู้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลกอยู่ที่ 581,270 คัน เพิ่มขึ้น 21.8% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี การตอบรับอันยอดเยี่ยมของ New S-Class ซึ่งมียอดจองทะลุ 50,000 คัน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้
นอกจากนี้ การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็มีความน่าประทับใจ:
S-Class: เพิ่มขึ้น 17%
กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ SUV: เติบโตสูงถึง 54.3%
E-Class (ทั้งแบบรถยนต์นั่งและ Estate): เพิ่มขึ้น 23.9%
อัตราการเติบโตในระดับเลขสองหลักเหล่านี้ ยืนยันถึงความแข็งแกร่งและความต้องการที่สูงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียม
สำหรับแบรนด์ Smart ซึ่งเน้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าระดับเล็ก มีตัวเลขยอดขายรวม 9,729 คัน (เพิ่มขึ้น 65.9%) ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในตลาดเยอรมนี
รถตู้เพื่อการพาณิชย์: พลังแห่งการขับเคลื่อนธุรกิจ และการมาถึงของรถตู้ไฟฟ้า
ในส่วนของรถตู้เพื่อการพาณิชย์ แม้หลายประเทศในยุโรปจะยังคงอยู่ในสถานการณ์การล็อกดาวน์ แต่กลุ่มนี้ก็ยังคงแสดงอัตราการเติบโตที่น่าสนใจถึง 18.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยยอดขายรวมของรุ่น Sprinter, Vito, Vito Tourer และ Citan อยู่ที่ 76,328 คัน
ตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปยังคงทำยอดขายรถตู้เพื่อการพาณิชย์ได้ดีกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะ รถตู้ไฟฟ้า เช่น eSprinter และ eVito เป็นรุ่นที่ช่วยผลักดันการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ยอดขายรถตู้ไฟฟ้า 1,200 คันในไตรมาสแรกของปี 2564 ถือเป็นการสร้างสถิติใหม่ด้วยอัตราการเติบโตถึง 150% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการตอกย้ำเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง” มร. มาร์คุส ไบรท์ชแวท หัวหน้ากลุ่มรถยนต์ตู้ กล่าว “ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์จะเปิดตัวรถตู้รุ่น Citan ใหม่ โดยจะมีรุ่นที่เป็นรถไฟฟ้าตามมาในปีหน้า นั่นหมายความว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์จะเป็นแบรนด์ที่มีรถตู้ไฟฟ้าครอบคลุมทุกเซกเมนต์”
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC: สปอร์ต SUV พรีเมียม ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
ในตลาดไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงด้วยการเปิดตัว Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ยนตรกรรมคอมแพ็ค SUV สายพันธุ์แรง ที่ผสมผสานความอเนกประสงค์ ดีไซน์สปอร์ต และเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว
มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ กล่าวเสริมว่า “ยอดขายของแบรนด์ Mercedes-AMG ในปี 2563 เติบโตถึง 14.9% และเฉพาะไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาเติบโตสูงถึง 33.9% ประกอบกับความตั้งใจของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราจึงพร้อมแนะนำ Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC รถยนต์คอมแพ็ค SUV เจเนอเรชันที่ 2 ที่นอกจากจะมาพร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง และระบบความปลอดภัยที่มากขึ้นแล้ว ยังเป็นรถยนต์สายพันธุ์แรงตามแบบฉบับของ Mercedes-AMG ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแน่นอน”
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1,991 ซีซี เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 306 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.1 วินาที โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกตามแบบฉบับ AMG, กระจังหน้าแบบ AMG specific radiator grille, ไฟหน้า LED high-performance, และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่จาก AMG ขนาด 19 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ AMG Interior ที่มอบความเร้าใจ แม่นยำทุกการควบคุมด้วยพวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัด หุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุม Touch control เบาะนั่ง AMG Sport seat ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของนักแข่งได้อย่างลงตัว เสริมด้วยหนัง ARTICO สลับกับ DINAMICA micro-fibre เย็บด้วยด้ายสีแดง และระบบไฟ Ambient light 64 เฉดสี
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC วางจำหน่ายในราคา 3,190,000 บาท
The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic: SUV อเนกประสงค์ คุ้มค่า สำหรับทุกการเดินทาง
นอกจากรุ่นสมรรถนะสูงแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังนำเสนอ The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ซึ่งเป็น SUV ขนาดคอมแพ็คที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความเป็นรถลุยและความคล่องตัวเข้าไว้ด้วยกัน
GLA เจเนอเรชันที่ 2 นี้ มีรูปลักษณ์ที่ปรับปรุงให้ดูทรงพลังและเร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น มาพร้อมไฟหน้า LED High Performance, ชุดแต่ง Crossover รอบคัน, ราวหลังคา, และไฟท้าย LED ใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ตกแต่งด้วยสี tremolite grey
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความสปอร์ตและทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package, หน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว 2 จอ ที่เชื่อมต่อกันอย่างลงตัว แสดงผลมาตรวัดและระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่รองรับการสั่งการด้วยเสียง (Natural Speech Recognition) และการสัมผัส
ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3 สูบ ขนาด 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.7 วินาที พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตร/100 กม.
เทคโนโลยีที่โดดเด่น ได้แก่ ระบบ MBUX ที่สามารถเรียนรู้และปรับแต่งตามพฤติกรรมผู้ใช้งาน, ระบบนำทางแบบใหม่พร้อม AR, ระบบ Personal profiles ที่บันทึกการตั้งค่าของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์, ระบบ Linguatronic สั่งการด้วยเสียง, ระบบช่วยเบรกแบบ Active Brake Assist, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ, และกล้องมองหลัง
นอกจากนี้ บริการ Mercedes me connect ยังเข้ามาเพิ่มความสะดวกสบายและเชื่อมต่อระหว่างลูกค้ากับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ฟังก์ชันเด่นประกอบด้วย ระบบโทรฉุกเฉินอัตโนมัติ (Mercedes-Benz emergency call system), การตรวจสอบสภาพรถยนต์ (Vehicle Monitoring, Vehicle Set-up), ระบบแจ้งเตือนการเข้ารับบริการ (Maintenance Management), และการนัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์ (Online Booking)
The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic จำหน่ายในราคา 2,399,000 บาท
สรุปแนวโน้มตลาดและกลยุทธ์แห่งอนาคต
จากตัวเลขยอดขายและทิศทางของตลาดทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ย้ำชัดเจนว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์หรูไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด การลงทุนในเทคโนโลยี EQ และการขยายไลน์อัพ Mercedes-EQ อย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตและคงความแข็งแกร่งในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์
สำหรับผู้ที่สนใจในยนตรกรรมระดับพรีเมียมที่มาพร้อมเทคโนโลยีแห่งอนาคต การเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือทดลองขับรุ่นที่ท่านสนใจ คือก้าวแรกที่สำคัญในการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและตอบสนองทุกความต้องการของท่านได้อย่างแท้จริง